อารามรื่นรมย์: วิถีพุทธจักรกับการจัดการสิ่งแวดล้อมและยุทธศาสตร์การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในศาสนสถาน

ในระบอบการปกครองคณะสงฆ์ไทย “วัด” มิได้ดำรงสถานะเพียงวิหารสถานเพื่อประกอบศาสนพิธีเท่านั้น หากแต่ยังทรงหน้าที่เป็น “สัปปายะ” หรือสภาวะแวดล้อมที่เกื้อกูลต่อการยกระดับจิตใจและปัญญาของพุทธบริษัท หัวใจสำคัญของการรังสรรค์สัปปายะสถานคือการบริหารจัดการพื้นที่และสิ่งแวดล้อมอย่างมีธรรมาภิบาล โดยเฉพาะการเพิ่มพื้นที่สีเขียวผ่านการปลูกต้นไม้ ซึ่งมหาเถรสมาคมได้วางรากฐานนิติวิธีและแนวทางปฏิบัติไว้ในคู่มือพระสังฆาธิการ เพื่อให้วัดเป็นรมณียสถานที่เป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณและนิเวศวิทยาของชุมชน


๑. ฐานานุศักดิ์ทางกฎหมายและหน้าที่การบริรักษ์ศาสนสถาน

ภายใต้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๕๐๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม “เจ้าอาวาส” ในฐานะผู้แทนมิติทางนิติบุคคลและทางปกครอง มีอำนาจหน้าที่หลักในการบำรุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติให้เป็นไปด้วยดี ภารกิจด้านการ “สาธารณูปการ” นี้ครอบคลุมถึงการดูแลรักษาที่ดินของวัดและที่ธรณีสงฆ์ ซึ่งถือเป็นศาสนสมบัติที่ต้องได้รับการบริหารจัดการให้มีความสงบเรียบร้อยและสง่างาม

เพื่อให้การจัดการสิ่งแวดล้อมมีแบบแผนที่เป็นรูปธรรม คณะสงฆ์จึงได้ตราคำสั่งมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการปลูกต้นไม้ในที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์ พุทธศักราช ๒๕๓๘ ซึ่งมิใช่เพียงข้อแนะนำทั่วไป แต่เป็นบรรทัดฐานทางปกครองที่กำหนดให้พระสังฆาธิการต้องกวดขันและส่งเสริมการสร้างพื้นที่สีเขียวภายในเขตอารามเพื่อประโยชน์ต่อพระศาสนาและสาธารณชน

๒. ยุทธศาสตร์พื้นที่สีเขียว: มาตรฐานร้อยละ ๒๐ แห่งพุทธสถาน

ในมิติของการพัฒนาพื้นที่ศาสนสถานยุคใหม่ ระเบียบได้สถาปนามาตรฐานเชิงพื้นที่ไว้อย่างชัดเจนเพื่อป้องกันความแออัดของอาคารและส่งเสริมระบบนิเวศในวัด โดยได้วางสัดส่วนการใช้พื้นที่ดินไว้เป็นบรรทัดฐาน ดังนี้:

  • ร้อยละ ๕๐: สำหรับการก่อสร้างอาคารเสนาสนะและศาสนวัตถุ
  • ร้อยละ ๓๐: สำหรับพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์
  • ร้อยละ ๒๐: สำหรับ “พื้นที่สีเขียว” เพื่อสร้างความร่มรื่นและดุลยภาพทางนิเวศวิทยา

เกณฑ์ดังกล่าวสะท้อนว่า พุทธจักรไทยให้ความสำคัญกับการปลูกต้นไม้ในฐานะองค์ประกอบเชิงโครงสร้างของสถาปัตยกรรมทางศาสนา มิใช่เพียงส่วนตกแต่งภายนอก แต่เป็นหัวใจของการสร้างพื้นที่วิเวกเพื่อเอื้อต่อการปฏิบัติธรรม

๓. กลไกปฏิบัติการ: นวัตกรรมการจัดการและการบันทึกประวัติศาสตร์นิเวศ

เพื่อให้การเพิ่มพื้นที่สีเขียวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พระสังฆาธิการพึงดำเนินงานตามระบบบริหารจัดการอย่างเป็นขั้นตอน ดังนี้:

  1. การบริหารจัดการกล้าไม้: ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐและเอกชน หรือการเพาะขยายพันธุ์ด้วยตนเองภายในวัด
  2. การคัดเลือกตามหลักรุกขกรรม: พิจารณาความเหมาะสมตามสภาพภูมิศาสตร์และพุทธจริต โดยมีการวางผังการปลูกที่มิให้กระทบต่อโครงสร้างถาวรวัตถุ
  3. การจัดทำทะเบียนประวัติ: การบันทึกข้อมูลชนิดพันธุ์ไม้ วันที่ปลูก และตำแหน่งที่ตั้ง เพื่อเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์และฐานข้อมูลพรรณไม้ของวัด
  4. ยุทธศาสตร์การทดแทน: การปลูกทดแทนทันทีเมื่อต้นไม้เดิมเสื่อมสภาพ เพื่อรักษาความต่อเนื่องของพื้นที่สีเขียว

๔. การบูรณาการ “บวร” และโครงการ “วัด ประชา รัฐ สร้างสุข”

การจัดการสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันได้รับการยกระดับผ่านโครงการเชิงยุทธศาสตร์ “วัด ประชา รัฐ สร้างสุข” ซึ่งเน้นการใช้หลัก “๕ส” (สะสาง สะดวก สะอาด สร้างมาตรฐาน และสร้างวินัย) เพื่อพัฒนาวัดให้เป็นสัปปายะสถานที่สมบูรณ์แบบ วัดจึงมีบทบาทเป็นผู้นำในการสนับสนุนให้ชุมชนเห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ โดยเฉพาะการกำหนดให้วันอาสาฬหบูชาเป็น “วันปลูกต้นไม้ประจำปีของสงฆ์” เพื่อเชื่อมโยงพุทธบริษัทเข้ากับการรักษาสิ่งแวดล้อม

๕. การหล่อหลอมศาสนทายาทสู่การเป็นนักอนุรักษ์

คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของศาสนทายาทตามกฎหมายการศึกษาพระปริยัติธรรม คือการเป็นผู้รู้จักบำรุงรักษาศาสนสมบัติและเสริมสร้างสภาพแวดล้อม สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าวิถีพุทธไทยมุ่งเน้นให้การรักษาธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของวัตรปฏิบัติและคุณธรรมพื้นฐานของบรรพชิต มิใช่เพียงภารกิจภายนอกแต่คือการขัดเกลาจิตใจภายใน


บทสรุป

การจัดการสิ่งแวดล้อมและการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในอารามตามมาตรฐานในคู่มือพระสังฆาธิการ คือการบูรณาการระหว่างธรรมะและธรรมชาติให้เป็นเนื้อเดียวกัน การที่พระสังฆาธิการบริหารจัดการพื้นที่ให้เป็น “รมณียสถาน” ย่อมส่งผลให้พระศาสนาตั้งมั่นอย่างสง่างาม เป็นที่เลื่อมใสศรัทธา และเป็นพื้นที่แห่งความสงบที่มอบทั้งสุขภาวะทางกายและปัญญาทางจิตใจให้แก่สังคมไทยอย่างยั่งยืน

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *