สมณสารูปในโลกดิจิทัล: วิเคราะห์เชิงลึกว่าด้วย “โลกวัชชะ” และจริยธรรมสงฆ์ภายใต้กระแสสื่อสังคมออนไลน์
ในยุคสมัยที่พรมแดนระหว่างโลกกายภาพและโลกดิจิทัลพร่าเลือน “สื่อสังคมออนไลน์” ได้กลายเป็นพื้นที่ใหม่ที่เข้ามาท้าทายจารีตปฏิบัติของสังฆมณฑลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้พระธรรมวินัยจะเป็นหลักการที่ธำรงอยู่เหนือกาลเวลา ทว่าการแสดงออกของพระภิกษุสามเณรในพื้นที่สาธารณะดิจิทัลกลับมักก่อให้เกิดประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะ “โลกวัชชะ” หรือโทษทางโลกที่ชาวโลกติเตียน
บทความนี้จะวิเคราะห์เจาะลึกถึงนิยามพฤติกรรมอันมิควรในพื้นที่นฤมิต นัยสำคัญของคำสั่งเจ้าคณะปกครอง และบทบาทเชิงนิติศาสตร์ของพระสังฆาธิการในการพิทักษ์ความสง่างามแห่งสมณเพศภายใต้กรอบของ คู่มือพระสังฆาธิการ
๑. นิยามแห่ง “โลกวัชชะ” ในมิติดิจิทัล: การรักษาอัตลักษณ์แห่งสมณสารูป
ตามประกาศและคำสั่งของเจ้าคณะใหญ่หนต่าง ๆ ที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ พฤติกรรมที่เข้าข่าย “โลกวัชชะ” บนสื่อสังคมออนไลน์ถูกจำแนกไว้อย่างเป็นระบบเพื่อรักษาความเรียบร้อยของคณะสงฆ์ โดยสาระสำคัญมุ่งเน้นไปที่การรักษา “สมณสารูป” หรือกิริยาอาการอันเหมาะสมแก่เพศบรรพชิต พฤติกรรมที่ต้องห้ามโดยเด็ดขาดประกอบด้วย
- การแสดงออกที่ขัดต่ออัตลักษณ์ทางเพศ: การแสดงกิริยาอาการอ้อนแอ้นหรือวาจาที่ไม่เหมาะสมแก่สมณสารูปผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งกระทบต่อความเลื่อมใสศรัทธา
- การใช้สื่อในเชิงนิรมานภาพที่ไม่เหมาะสม: รวมถึงการเผยแพร่เนื้อหาที่ส่อไปในทางยั่วยุ ก้าวร้าว รุนแรง หรือขาดการไตร่ตรองเชิงสร้างสรรค์
- การละเมิดหลักกาลเทศะดิจิทัล: การใช้อุปกรณ์สื่อสารในวาระและสถานที่อันมิควร นำไปสู่การลดทอนคุณค่าภาพลักษณ์ของสังฆมณฑลโดยรวม
พฤติกรรมเหล่านี้มิได้เป็นเพียงความผิดพลาดส่วนบุคคล แต่มีสถานะเป็นความผิดตาม กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๓ ว่าด้วยระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ ซึ่งให้อำนาจพระปกครองในการวินิจฉัยและลงโทษตามพฤติการณ์แห่งเหตุ
๒. มิติด้านจริยธรรมและความมั่นคง: เมื่อพื้นที่ออนไลน์กลายเป็นเครื่องมือ “อเนสนา”
ความลุ่มลึกของปัญหาโลกวัชชะบนโลกออนไลน์ยังเชื่อมโยงไปถึงมิติด้านความมั่นคงและหลักศาสนธรรม มหาเถรสมาคมได้วางบรรทัดฐานเข้มงวดมิให้พระภิกษุสามเณรใช้พื้นที่ดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงออกในแนวทางที่กระทบกระเทือนต่อสถาบันหลักของชาติ
นอกจากนี้ ยังมีการเฝ้าระวังพฤติกรรมอันเข้าข่าย “อเนสนา” หรือการแสวงหาลาภสักการะโดยมิชอบผ่านสื่อออนไลน์ อาทิ
- การโฆษณาชวนเชื่อเกินจริงเกี่ยวกับคุณวิเศษของเกจิอาจารย์
- การใช้สื่อเพื่อพุทธพาณิชย์ในลักษณะที่มอมเมาประชาชน หรือการปลุกเสกวัตถุมงคลที่ผิดวิถีสมณะ
การกระทำดังกล่าวมิเพียงแต่เป็นโลกวัชชะ แต่ยังถือเป็นการละเมิดจริยาพระสังฆาธิการอย่างร้ายแรง เนื่องจากเป็นการส่อเจตนาที่บิดเบือนจากเป้าหมายแห่งพุทธจักร
๓. ยุทธศาสตร์การปกครอง: บทบาทเชิงรุกของพระสังฆาธิการในยุคสารสนเทศ
ภายใต้แนวทางจากมติมหาเถรสมาคมที่ ๖๘๘/๒๕๖๐ พระสังฆาธิการและพระอุปัชฌาย์ถูกกำหนดให้ปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะ “ผู้พิทักษ์ด่านหน้า” ผ่านยุทธศาสตร์ ๒ ระยะ คือ
- การคัดกรองต้นน้ำ (Pre-screening): ผ่านกระบวนการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมด้วยระบบเลขบัตรประชาชน ๑๓ หลัก เพื่อป้องกันบุคคลผู้มีมลทินเข้าสู่บวรพุทธศาสนา
- การกำกับดูแลกลางน้ำ (Monitoring & Regulation): การอบรมสั่งสอนให้ผู้อยู่ในปกครองมีความสำรวมสังวร (Sarnvara) ในการสื่อสารสารสนเทศ
หากพระสังฆาธิการเพิกเฉยหรือย่อหย่อนในการกวดขันพฤติกรรมลูกวัดที่กระทำผิดในลักษณะโลกวัชชะออนไลน์ กฎหมายสงฆ์ระบุให้ถือว่าผู้นั้น “ละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ” ซึ่งมีบทลงโทษตั้งแต่วันภาคทัณฑ์ไปจนถึงการถอดถอนออกจากตำแหน่งหน้าที่
บทสรุป: ศรัทธาบนวิถีแห่งความพอดี
พฤติกรรมโลกวัชชะในสื่อสังคมออนไลน์มิใช่เพียงประเด็นเรื่องเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป แต่คือแบบทดสอบความมั่นคงของศรัทธาในพุทธจักรไทย การที่คณะสงฆ์มีคำสั่งที่ชัดเจนผ่าน คู่มือพระสังฆาธิการ ย่อมเป็นหลักประกันว่า แม้โลกจะก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเพียงใด แต่พระภิกษุสามเณรยังคงต้องดำรงตนเป็น “เนื้อนาบุญ” และเป็นที่พึ่งทางจิตวิญญาณที่มีความบริสุทธิ์งดงาม ทั้งในโลกทางกายภาพและโลกเสมือนสืบไป

