ปราการแห่งแสงธรรม: วิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์และนิติวิธีพุทธจักรในการเผชิญวิกฤตยาเสพติด
ในท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางสังคมที่ทวีความซับซ้อน “ยาเสพติด” ได้กลายเป็นภัยคุกคามระดับโครงสร้างที่บ่อนทำลายความมั่นคงของชาติอย่างรุนแรง ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพทางกายภาพของประชากร แต่ยังทำลายดุลยภาพทางจิตวิญญาณและบรรทัดฐานของสังคม ในบริบทของสังคมไทย “วัด” มิได้ดำรงสถานะเพียงพื้นที่ประกอบศาสนพิธี แต่ยังเป็นสถาบันทางสังคมที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นที่พึ่งทางสติปัญญาและเป็นกลไกในการ “ขัดเกลาทางสังคม” (Socialization)
บทความนี้จะวิเคราะห์เจาะลึกถึงบทบาทของวัดและคณะสงฆ์ในการรับมือกับปัญหายาเสพติด ผ่านโครงสร้างกฎหมายสงฆ์และโครงการเชิงยุทธศาสตร์ที่ปรากฏในคู่มือพระสังฆาธิการ เพื่อให้เห็นถึงพลวัตของพุทธจักรในการพิทักษ์และเยียวยาสังคมไทยอย่างยั่งยืน
๑. การคัดกรองศาสนทายาท: นิติวิธีเพื่อมาตรฐานความบริสุทธิ์ของสังฆมณฑล
หัวใจสำคัญของการป้องกันปัญหายาเสพติดในระดับโครงสร้างของคณะสงฆ์ เริ่มต้นที่กระบวนการ “คัดกรองบุคลากร” (Personnel Screening) เพื่อป้องกันมิให้ศาสนสถานกลายเป็นพื้นที่ลี้ภัยของมิจฉาชีพหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสารเสพติด ภายใต้มติมหาเถรสมาคม คณะสงฆ์ได้สถาปนาระบบการตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเข้มงวด โดยกำหนดให้พระอุปัชฌาย์และเจ้าอาวาสดำเนินการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมผ่านหมายเลขบัตรประชาชน ๑๓ หลัก โดยประสานความร่วมมือเชิงบูรณาการกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
กระบวนการนี้เปรียบเสมือน “ตะแกรงร่อน” ที่ทรงประสิทธิภาพ กุลบุตรที่จะเข้าสู่บรรพชาอุปสมบทต้องมีเอกสารยืนยันความบริสุทธิ์จากสถานีตำรวจและหน่วยงานทางการแพทย์ มาตรการดังกล่าวมิได้เป็นเพียงการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนจักร แต่ยังเป็นการแสดงเจตนารมณ์เชิงนโยบายว่าสถาบันสงฆ์เป็นเขตปลอดสารเสพติดอย่างเด็ดขาด สอดรับกับคำสั่งมหาเถรสมาคมที่ระบุบทลงโทษขั้นสูงสุดต่อผู้ที่ฝ่าฝืนและยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ
๒. ยุทธศาสตร์เชิงรุก: การสร้างภูมิคุ้มกันสังคมด้วยโครงการหมู่บ้านรักษาศีล ๕
ในมิติของการป้องกัน (Prevention) คณะสงฆ์ไทยได้ขับเคลื่อน “นวัตกรรมทางสังคม” ขนาดใหญ่เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้แก่ชุมชน ผ่านโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ‘หมู่บ้านรักษาศีล ๕’
นัยสำคัญของโครงการนี้ต่อการแก้ปัญหายาเสพติดอยู่ที่การยกระดับ “ศีลข้อที่ ๕” (การเว้นจากการเสพสุราและสิ่งมึนเมาอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท) ให้กลายเป็นบรรทัดฐานร่วมกันของคนในชาติ เมื่อชุมชนมีความเข้มแข็งทางจริยธรรมย่อมเกิดกลไกป้องกันตนเองที่เข้มแข็ง นอกจากนี้ วัดยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) ซึ่งทำหน้าที่เผยแผ่พุทธธรรมและจัดกิจกรรมศึกษาสงเคราะห์ เพื่อลดโอกาสที่กลุ่มเสี่ยงจะหันเข้าหาสารเสพติดผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์
๓. ภารกิจสาธารณสงเคราะห์: วัดในฐานะสถานเยียวยาด้วยพุทธวิธีและธรรมบำบัด
เมื่อวิกฤตยาเสพติดลุกลามเข้าสู่ระยะที่ต้องมีการบำบัดรักษา บทบาทของวัดจะขยับเข้าสู่มิติของ “การสาธารณสงเคราะห์” (Public Welfare) ซึ่งเป็นภารกิจหลักด้านหนึ่งของพระสังฆาธิการ วัดหลายแห่งทั่วประเทศได้แปรสภาพเป็นสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด โดยใช้ “ธรรมบำบัด” เป็นเครื่องมือหลักในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
กระบวนการเยียวยาของวัดมิได้เน้นเพียงการบำบัดทางสรีรวิทยา แต่เป็นการ “สร้างอัตลักษณ์ใหม่” ผ่านการเจริญจิตตภาวนาและการเรียนรู้พระธรรมวินัย การที่เจ้าอาวาสและคณะสงฆ์ทำหน้าที่เป็น “ที่ปรึกษาทางวิญญาณ” ช่วยให้ผู้ที่เคยหลงผิดเกิดความละอายและเกรงกลัวต่อบาป (หิริโอตตัปปะ) นำไปสู่การเลิกยาเสพติดอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่รากเหง้าของสภาวะจิตใจ
๔. ธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการแบบบูรณาการโมเดล “บวร”
ความสำเร็จของการจัดการปัญหายาเสพติดโดยมีวัดเป็นแกนกลาง วางอยู่บนหลักการทำงานแบบบูรณาการเครือข่ายภาคี หรือโมเดล “บวร” (บ้าน-วัด-โรงเรียน/ราชการ) ในโครงสร้างการบริหารจัดการโครงการต่าง ๆ เช่น “โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข” จะเห็นได้ว่ามีการเชื่อมโยงระหว่างฝ่ายปกครองสงฆ์ ตำรวจ และส่วนราชการ เพื่อร่วมกันตรวจสอบและสถาปนาพื้นที่ปลอดภัย
ทั้งนี้ มาตรฐานทางจริยธรรมของพระปกครองถือเป็นหัวใจสำคัญ หากพระสังฆาธิการในพื้นที่ย่อหย่อนในการสอดส่องดูแลจนเกิดปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดภายในวัด กฎหมายสงฆ์ระบุชัดเจนว่าผู้นั้นมีความผิดฐาน “ละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ” ซึ่งมีบทลงโทษตั้งแต่การภาคทัณฑ์ไปจนถึงการถอดถอนออกจากตำแหน่งหน้าที่ มาตรฐานทางวินัยนี้เป็นหลักประกันว่าวัดจะยังคงสถานะเป็นสถาบันที่โปร่งใสและเป็นที่พึ่งของสังคมได้อย่างแท้จริง
บทสรุป: แสงธรรมนำทางพ้นวิกฤตยาเสพติด
บทบาทของวัดในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดตามแนวทางของคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบัน คือการผสานรวมระหว่าง “นิติวิธี” (การคัดกรองและบังคับใช้กฎหมาย) และ “พุทธวิธี” (การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยศีลธรรม) การที่พระสังฆาธิการปฏิบัติตามแนวทางในคู่มือพระสังฆาธิการอย่างเคร่งครัด ย่อมเป็นการเปลี่ยนผ่านบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ดูแลศาสนสถาน มาสู่การเป็น “ผู้นำทางสังคม” ที่มีพลังในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตของชาติ
ท้ายที่สุด ยาเสพติดอาจเป็นภัยที่มืดมิด แต่ด้วยบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของวัดในการเป็นแหล่งผลิตปัญญาและสร้างความสามัคคีในชุมชน พุทธบริษัททั้งมวลย่อมสามารถร่วมกันสร้างสังคมไทยที่ร่มเย็น เป็นสุข และปลอดภัยจากยาเสพติดได้อย่างยั่งยืนสืบไป

