คลังปัญญาพุทธจักร: วิเคราะห์บทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของวัดในการอนุรักษ์มรดกเอกสารโบราณและพุทธศิลป์ไทย
ในประวัติศาสตร์ของชาติไทย “วัด” มิได้ดำรงสถานะเพียงวิหารสถานเพื่อการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น หากแต่ยังทรงหน้าที่เป็น “หอจดหมายเหตุ” และ “พิพิธภัณฑ์มรดกทางปัญญา” ที่รวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์และศิลปะอันล้ำค่าที่สุดของแผ่นดิน ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ คณะสงฆ์ไทยโดยมหาเถรสมาคมได้วางระบบเชิงโครงสร้างเพื่อส่งเสริมบทบาทของวัดในการเป็นปราการด่านแรกของการอนุรักษ์เอกสารโบราณและศิลปกรรมพุทธศิลป์ เพื่อมิให้ร่องรอยแห่งอารยธรรมเหล่านี้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา
บทความนี้จะวิเคราะห์เจาะลึกถึงนโยบายและนิติวิธีทางพุทธจักรในการธำรงรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านกลไกการปกครองสงฆ์ในปัจจุบัน
๑. อักขระธรรมแห่งอดีต: การอนุรักษ์เอกสารโบราณในฐานะมรดกแห่งชาติ
มหาเถรสมาคมได้เล็งเห็นถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของเอกสารโบราณที่กระจายตัวอยู่ตามอารามต่างๆ ทั่วประเทศ โดยสาระสำคัญระบุว่าเอกสารเหล่านี้ ได้แก่ คัมภีร์ใบลาน สมุดไทย และจารึก ถือเป็นมรดกสมบัติศิลปวัฒนธรรมทางการศึกษาอันล้ำค่าของชาติและเป็นภูมิปัญญาไทยที่หาได้ยากยิ่ง
บทบาทเชิงรุกของวัดในการนี้ คือการสำรวจและจัดทำบัญชีทะเบียนเอกสารโบราณภายในสังกัด โดยมีกรมศิลปากรเป็นภาคีเครือข่ายในการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการอ่าน การถ่ายทอด และการวิเคราะห์เชิงวิชาการ หากวัดใดมีทรัพยากรจำกัดในการเก็บรักษา มติสงฆ์อนุญาตให้สามารถประสานงานส่งมอบให้หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร เป็นผู้เก็บรักษาแทนในฐานะสมบัติของชาติเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งการดำเนินงานนี้ถือเป็นหนึ่งในภารกิจหลักด้านการศาสนศึกษาและการเผยแผ่ที่พระสังฆาธิการต้องให้ความสำคัญ
๒. วิจิตรศิลป์พุทธสถาน: มาตรฐานการรังสรรค์ภาพจิตรกรรมและพุทธศิลปกรรม
ในมิติด้านทัศนศิลป์ วัดถือเป็นบ่อเกิดแห่งช่างศิลป์และงานพุทธศิลป์ที่สะท้อนศรัทธาของยุคสมัย ท่ามกลางกระแสศิลปะร่วมสมัยที่มีความหลากหลาย มหาเถรสมาคมจึงได้วางบรรทัดฐานทางศิลปะให้สอดคล้องกับพุทธจริตผ่านนโยบายการกำกับดูแลภาพจิตรกรรมในพุทธศาสนสถาน
นโยบายนี้กำหนดให้ เจ้าอาวาส ในฐานะผู้รับผิดชอบการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติ ต้องพิจารณาความเหมาะสมของภาพวาดหรือภาพร่างอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะหากมีการนำภาพบุคคลร่วมสมัยหรือภาพที่ไม่สอดคล้องกับพุทธประวัติมาประกอบในอุโบสถหรือวิหาร เจ้าอาวาสจะต้องเสนอแบบต่อเจ้าคณะผู้ปกครองตามลำดับชั้นจนถึงเจ้าคณะภาคเพื่อพิจารณาอนุมัติก่อนดำเนินการ มาตรการนี้เป็นนิติวิธีในการรักษา “สมณสารูป” ของศาสนสถานและป้องกันมิให้เกิดความสับสนหรือกระทบต่อศรัทธาของมหาชน
๓. พระอารามหลวง: สถาบันต้นแบบแห่งการสืบสานมรดกวัฒนธรรม
ในโครงสร้างของพุทธจักรไทย “พระอารามหลวง” มีบทบาทโดดเด่นในฐานะศูนย์กลางการอนุรักษ์ เนื่องจากเป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ยกฐานะขึ้น การยกวัดราษฎร์ขึ้นเป็นพระอารามหลวงนั้น มีข้อกำหนดสำคัญคือต้องเป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และมีกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง
วัดเหล่านี้มักเป็นที่ประดิษฐานเจดียสถานสำคัญหรือเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิ หน้าที่ของพระสังฆาธิการในพระอารามหลวงคือการเป็นแม่ข่ายในการ “สาธารณูปการ” หรือการบำรุงรักษาถาวรวัตถุและงานศิลปกรรมระดับสูง เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้เชิงวิถีพุทธและภูมิปัญญาตามโครงการพัฒนาวัดให้เป็นพื้นที่สัปปายะอย่างสมบูรณ์
๔. ธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการศาสนสมบัติอันเป็นมรดก
เพื่อให้การอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมเป็นไปอย่างยั่งยืน พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ได้วางรากฐานการบริหารจัดการศาสนสมบัติไว้อย่างรัดกุม การใช้อำนาจของเจ้าอาวาสในการจัดการที่ดินวัดหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของพระศาสนาและสังคม
หากพระสังฆาธิการรูปใดละเลยหรือย่อหย่อนในการสอดส่องดูแลจนเกิดความเสียหายต่อมรดกศิลปวัฒนธรรม หรือปล่อยให้มีการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณอันเป็นการมอมเมาประชาชนแทนที่จะส่งเสริมปัญญาจากเอกสารโบราณ กฎหมายสงฆ์ระบุชัดว่าเป็นความผิดฐาน “ละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ” ซึ่งอาจนำไปสู่บทลงโทษทางวินัยและการถอดถอนออกจากตำแหน่งหน้าที่ มาตรฐานทางวินัยนี้เป็นหลักประกันว่ามรดกของชาติจะได้รับการพิทักษ์อย่างสูงสุด
บทสรุป: วัดในฐานะลมหายใจของวัฒนธรรมไทย
บทบาทของวัดในการอนุรักษ์เอกสารโบราณและศิลปวัฒนธรรมตามมาตรฐานใน คู่มือพระสังฆาธิการ จึงมิใช่เพียงเรื่องการเก็บรักษาของเก่า แต่คือการ “สืบทอดจิตวิญญาณ” ของชาติ การผสานระหว่างมติมหาเถรสมาคมที่เข้มงวดกับหลักธรรมาภิบาลในการบริหารวัด ย่อมเป็นเครื่องประกันว่า แผ่นดินไทยจะยังคงมีขุมทรัพย์ทางปัญญาและวิจิตรศิลป์ที่บริสุทธิ์งดงามเป็นเครื่องเชิดหน้าชูตาในสังคมโลกสืบไปอย่างสง่างาม

