แนวทางปฏิบัติสำหรับพระภิกษุสามเณรเกี่ยวกับการขับขี่พาหนะ
ในบริบทของสังคมปัจจุบันที่เทคโนโลยีการคมนาคมเข้าถึงทุกพื้นที่ การขับขี่พาหนะโดยบรรพชิตกลายเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของพระธรรมวินัย กฎหมายบ้านเมือง และความคาดหวังของพุทธศาสนิกชน แม้การเดินทางจะเป็นความจำเป็นในการปฏิบัติศาสนกิจ ทว่าพฤติกรรมการขับขี่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ด้วยตนเองนั้น มักถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมต่อ “สมณสารูป” หรือภาพลักษณ์อันพึงสำรวมของบรรพชิต บทความนี้จะวิเคราะห์ถึงที่มาของปัญหาและแนวทางแก้ไขตามมติมหาเถรสมาคม เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องสอดคล้องกับระเบียบการปกครองคณะสงฆ์
๑. ความสำคัญของการรักษาสมณสารูปและความปลอดภัยสาธารณะ
ปัญหาการขับขี่พาหนะของพระภิกษุสามเณรมิได้มีเพียงมิติด้านภาพลักษณ์ที่อาจดูไม่เหมาะสมในสายตาของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ข้อมูลจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระบุว่า อุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกี่ยวข้องกับบรรพชิตเป็นผู้ขับขี่ก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งต่อตัวบรรพชิตเองและประชาชนทั่วไปอยู่เป็นระยะ
พฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นพฤติกรรมในลักษณะ “โลกวัชชะ” หรือสิ่งที่ชาวโลกพึงติเตียน เนื่องจากส่งผลกระทบต่อความเลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชน มหาเถรสมาคมจึงเล็งเห็นความจำเป็นในการวางบรรทัดฐานที่ชัดเจนเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสื่อมเสียต่อคณะสงฆ์โดยรวม
๒. มาตรการเชิงนโยบายตามมติมหาเถรสมาคม
เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มหาเถรสมาคมได้มีมติเห็นชอบมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาพระภิกษุสามเณรขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดยวางกลไกการดำเนินงานไว้เป็นสองระดับ ดังนี้
- ระดับการปกครองคณะสงฆ์ กำหนดให้เจ้าคณะปกครองทุกระดับชั้นเพิ่มความเข้มงวดในการสอดส่องดูแลและกวดขันพระภิกษุสามเณรในปกครอง โดยเน้นย้ำให้ปฏิบัติตนให้เอื้อเฟื้อต่อพระธรรมวินัย กฎหมายบ้านเมือง และจารีตประเพณีอย่างเคร่งครัด
- ระดับกฎหมายแผ่นดิน คณะสงฆ์ได้ประสานความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายจราจรกับพระภิกษุสามเณรที่ขับขี่พาหนะเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป เนื่องจากในมิติทางกฎหมายแผ่นดิน บรรพชิตต้องปฏิบัติตามกฎจราจรเพื่อความปลอดภัยสาธารณะโดยไม่มีข้อยกเว้น
๓. บทบาทหน้าที่ของพระสังฆาธิการในการกำกับดูแล
ตามโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ เจ้าอาวาสและเจ้าคณะผู้ปกครองมีหน้าที่โดยตรงในการกำกับดูแลความประพฤติของพระภิกษุสามเณรในสังกัด หากพบว่ามีพฤติกรรมการขับขี่พาหนะที่ไม่เหมาะสม พระสังฆาธิการมีอำนาจหน้าที่ตามกฎมหาเถรสมาคมในการว่ากล่าวตักเตือน อบรมสั่งสอน หรือดำเนินการลงโทษตามระเบียบที่กำหนดไว้
นอกจากนี้ หากพระสังฆาธิการละเลยหรือย่อหย่อนในการกวดขันพฤติกรรมดังกล่าว อาจถือว่ามีความผิดฐานละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ ซึ่งมีบทลงโทษตามลำดับขั้น มาตรการนี้เป็นหลักประกันว่าผู้ปกครองสงฆ์จะต้องมีส่วนรับผิดชอบในการรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในสังฆมณฑล
๔. แนวทางปฏิบัติเพื่อความสง่างามในธรรมวินัย
การแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืนมุ่งเน้นไปที่การสร้างจิตสำนึกและการจัดระบบการเดินทางให้เหมาะสมกับสมณเพศ โดยมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญ ดังนี้
- การใช้บุคลากรสนับสนุน วัดและบรรพชิตพึงจัดให้มีไวยาวัจกร ศิษย์วัด หรือคฤหัสถ์ทำหน้าที่ขับขี่พาหนะถวายในการเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจ เพื่อรักษาความสำรวมและความสง่างามแห่งสมณเพศ
- การคัดกรองบุคลากร กวดขันระบบการตรวจสอบประวัติบุคคลก่อนการบรรพชาอุปสมบทอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันมิให้ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงแฝงตัวเข้ามาใช้สถานะทางศาสนาเพื่อกระทำผิดกฎหมาย
บทสรุป
แนวปฏิบัติเรื่องการขับขี่พาหนะตามมติมหาเถรสมาคมที่ ๑๘๓/๒๕๖๓ เป็นเครื่องชี้ชัดว่า ความมั่นคงของพระศาสนาขึ้นอยู่กับความเลื่อมใสศรัทธาของประชาชนเป็นสำคัญ เมื่อพระภิกษุสามเณรดำรงตนให้เคร่งครัดในพระธรรมวินัยและเคารพกฎหมายบ้านเมือง ย่อมเป็นการรักษาเกียรติภูมิของสังฆมณฑลได้อย่างสง่างาม การที่พระสังฆาธิการยึดถือแนวทางปฏิบัติในคู่มือพระสังฆาธิการอย่างเป็นเอกภาพ จะช่วยให้วัดยังคงเป็นที่พึ่งทางปัญญาและเป็นสถานที่มีความสัปปายะต่อสังคมไทยสืบไป

