แนวทางป้องกันการหลอกลวงขายพระเครื่องแก่นักท่องเที่ยวภายในวัด
ในระบอบการปกครองคณะสงฆ์ไทย วัดมิได้ดำรงสถานะเพียงศาสนสถานเพื่อการประกอบพิธีกรรมของพุทธบริษัทเท่านั้น แต่ยังทรงสถานะเป็นแหล่งทัศนศึกษาและศูนย์กลางการเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการขยายตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ปัญหาการหลอกลวงขายพระเครื่องหรือวัตถุมงคลแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติภายในอาณาบริเวณวัด ได้กลายเป็นประเด็นทางสังคมที่ชาวโลกติเตียน หรือที่เรียกว่าโลกวัชชะ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความศรัทธาและภาพลักษณ์ของประเทศชาติอย่างมีนัยสำคัญ มหาเถรสมาคมจึงได้กำหนดมาตรการเชิงรุกผ่านมติมหาเถรสมาคมและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการคุ้มครองพุทธศาสนสถานให้พ้นจากการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบในคราบพุทธพาณิชย์
๑. ลักษณะของปัญหาและผลกระทบต่อความมั่นคงของพระศาสนา
การหลอกลวงขายพระเครื่องแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมักปรากฏในรูปแบบของการจัดตั้งซุ้มจำหน่ายวัตถุมงคลโดยบุคคลภายนอก ซึ่งมีการอวดอ้างสรรพคุณและอิทธิปาฏิหาริย์เกินความเป็นจริง พฤติกรรมดังกล่าวมิเพียงแต่เป็นการแสวงหาลาภสักการะโดยมิชอบ หรืออเนสนา แต่ยังส่งผลกระทบในวงกว้าง ๓ ประการหลัก ได้แก่
- ด้านความศรัทธา คือการบิดเบือนหลักธรรมคำสอนให้กลายเป็นเครื่องมือในการค้าขายมอมเมาประชาชนและชาวต่างชาติ
- ด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ การนำเงินตราต่างประเทศออกไปโดยกระบวนการที่ไม่สุจริต ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในระยะยาว
- ด้านภาพลักษณ์ คือการทำลายสถานะของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางพุทธศาสนาในสายตาของประชาคมโลก
๒. มาตรการตามมติมหาเถรสมาคมเพื่อการป้องกันภายในพื้นที่วัด
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเด็ดขาด มหาเถรสมาคมได้วางบรรทัดฐานการปฏิบัติให้แก่พระสังฆาธิการทุกระดับ โดยมีข้อกำหนดที่สำคัญดังนี้
- การกำกับดูแลพื้นที่ คือการห้ามเจ้าอาวาสยินยอมหรืออนุญาตให้บุคคลภายนอกวัด นำพระพุทธรูปหรือพระเครื่องเข้ามาตั้งแผงจำหน่ายภายในอาณาบริเวณวัดโดยเด็ดขาด
- การคัดกรองกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ได้แก่ การกวดขันมิให้มีการจัดตั้งศูนย์จำหน่ายวัตถุมงคลที่มีลักษณะมุ่งเน้นผลกำไรในเชิงธุรกิจเป็นหลัก โดยเฉพาะกิจกรรมที่มีลักษณะเล่ห์เหลี่ยมหลอกลวงนักท่องเที่ยว
- การจัดระเบียบเขตหวงห้าม โดยเฉพาะภายในอุโบสถซึ่งเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับประกอบสังฆกรรม ห้ามมิให้จัดทำเป็นพื้นที่จำหน่ายวัตถุมงคลหรือเครื่องรางของขลังโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้เพื่อรักษาภาพลักษณ์และสมณสารูปของศาสนสถาน
๓. การควบคุมสื่อประชาสัมพันธ์และข้อความโฆษณาที่เกินจริง
นอกจากการควบคุมในเชิงพื้นที่แล้ว คณะสงฆ์ยังกวดขันเรื่องการใช้สื่อโฆษณาตามมติมหาเถรสมาคม โดยระบุว่าการโฆษณาสรรพคุณวัตถุมงคลที่อ้างแหล่งที่มาของวัสดุหรือปาฏิหาริย์ที่หาเหตุผลมิได้ เป็นการส่งเสริมความเข้าใจผิดในหลักพระธรรมวินัย
หากพระสังฆาธิการปล่อยให้มีการจัดทำป้ายโฆษณาในลักษณะดังกล่าวภายในวัด จะถือว่าเป็นการย่อหย่อนในการสอดส่องดูแล ซึ่งมีความผิดฐานละเมิดจริยาพระสังฆาธิการตามระเบียบการปกครองสงฆ์ พระสังฆาธิการจึงมีหน้าที่ในการสั่งระงับหรือเคลื่อนย้ายป้ายโฆษณาที่ส่อเจตนาในทางมอมเมาเหล่านั้นออกไปจากพื้นที่อารามทันที
๔. บทบาทของพระสังฆาธิการและธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ
ภายใต้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ เจ้าอาวาสทรงไว้ซึ่งอำนาจหน้าที่ในการบำรุงรักษาวัดและปกครองดูแลบรรพชิตรวมถึงคฤหัสถ์ในวัดให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ในมิติของการป้องกันการหลอกลวงนักท่องเที่ยว พระสังฆาธิการมีอำนาจหน้าที่ตามแนวปฏิบัติทางกฎหมายและพระธรรมวินัย ดังนี้
๑. การใช้อำนาจในการบริหารจัดการ คือเจ้าอาวาสมีอำนาจในการสั่งขับไล่บุคคลที่เข้ามาสร้างความเสื่อมเสียหรือกระทำการหลอกลวงให้ออกไปเสียจากบริเวณวัด ๒. การประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ได้แก่ ในกรณีที่พบการกระทำความผิดประจักษ์ชัดหรือเหตุการณ์ที่เกินกว่ากำลังของทางวัดจะจัดการได้ พระสังฆาธิการต้องประสานงานไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อขอรับการอารักขาและให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายอาญาต่อไป
บทสรุป
การป้องกันการหลอกลวงขายพระเครื่องแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติภายในวัดตามแนวทางในคู่มือพระสังฆาธิการ มิใช่เพียงมาตรการเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการท่องเที่ยว แต่คือการรักษาความบริสุทธิ์ของพระพุทธศาสนามิให้ถูกแปดเปื้อนด้วยผลประโยชน์ส่วนตน ความมั่นคงของพุทธจักรไทยย่อมวางอยู่บนฐานของความโปร่งใสและวัตรปฏิบัติที่สง่างามของพระภิกษุสามเณร
การที่พระสังฆาธิการปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัดตามมติมหาเถรสมาคม ย่อมเป็นหลักประกันว่าวัดจะยังคงเป็นสัปปายะสถานหรือพื้นที่ที่เหมาะสมในการต้อนรับอาคันตุกะจากทั่วโลกด้วยหลักพุทธปัญญา เพื่อให้ศรัทธาของมหาชนดำรงอยู่อย่างยั่งยืนสืบไป

