สถานะทางกฎหมายของวัดไทยในต่างประเทศ: กรณีศึกษาวัดไชยมังคลาราม มาเลเซีย

ในยุคปัจจุบันที่การเผยแผ่พระพุทธศาสนาไทยขยายตัวไปสู่ระดับสากล “วัดไทยในต่างประเทศ” ได้ทวีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ในมิติของการบริหารจัดการและธรรมาภิบาลนั้น สถานะของวัดไทยนอกราชอาณาจักรมีความซับซ้อนทางข้อกฎหมาย เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความคาบเกี่ยวระหว่างอำนาจการปกครองตามพระธรรมวินัยภายใต้การกำกับของมหาเถรสมาคม กับอำนาจอธิปไตยทางกฎหมายของประเทศที่วัดนั้นตั้งอยู่

บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ข้อเท็จจริงทางนิตินัยผ่านกรณีศึกษาของ วัดไชยมังคลาราม รัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ซึ่งถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่ปรากฏในคู่มือพระสังฆาธิการและมีความเห็นจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการองรับ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่พระสังฆาธิการ พระธรรมทูต และผู้ที่สนใจ

ความเป็นมาและรากเหง้าทางวัฒนธรรมของวัดไชยมังคลาราม

วัดไชยมังคลาราม ตั้งอยู่ ณ รัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย มีประวัติการสร้างอันยาวนานนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2388 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สยามยังคงมีอิทธิพลเหนือดินแดนบริเวณดังกล่าว แม้ในกาลต่อมาจะมีการเปลี่ยนแปลงเขตแดนทางการเมืองตามบริบทประวัติศาสตร์ แต่วัดแห่งนี้ยังคงรักษาสัมพันธภาพทางจิตวิญญาณและจารีตการปกครองคณะสงฆ์กับศูนย์กลางในประเทศไทยอย่างเหนียวแน่น โดยมีรายชื่อปรากฏอยู่ในทะเบียนวัดไทยในต่างประเทศที่อยู่ในความกำกับดูแลของมหาเถรสมาคมมาโดยตลอด

การวิเคราะห์สถานะนิติบุคคลตามหลักดินแดน

ประเด็นคำถามทางกฎหมายที่สำคัญคือ “วัดไทยในต่างประเทศ มีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทยหรือไม่” ในเรื่องนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้วางบรรทัดฐานการวินิจฉัยโดยอาศัย “หลักดินแดน” (Territorial Principle) ซึ่งเป็นหลักสากลว่าด้วยอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดน

แม้ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 31 จะบัญญัติให้วัดมีสถานะเป็นนิติบุคคล แต่กฎหมายฉบับนี้มีขอบเขตการบังคับใช้เฉพาะวัดที่ตั้งอยู่ในราชอาณาจักรไทยเท่านั้น สำหรับกรณีวัดไชยมังคลารามนั้น มีสถานะเป็น “นิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศมาเลเซีย” โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะผู้พิทักษ์ทรัพย์สิน (Trustees) ที่ได้รับการแต่งตั้งตามระเบียบของรัฐปีนัง ดังนั้นในทางนิตินัย วัดไทยในต่างประเทศจึงมิใช่นิติบุคคลตามกฎหมายไทย และมิได้มีสถานะเป็นวัดตามนิยามที่ปรากฏในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ไทยโดยสมบูรณ์

ภูมิลำเนาและสิทธิในทรัพย์สินของพระภิกษุที่มรณภาพ

ความสำคัญของการระบุสถานะทางกฎหมายจะเห็นได้ชัดเจนขึ้นเมื่อเกิดกรณีการจัดการมรดกทรัพย์สินของพระภิกษุ ตัวอย่างเช่น กรณีพระภิกษุที่พำนัก ณ วัดไทยในต่างประเทศแต่มรณภาพโดยมีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทย กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยระบุว่า ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมณเพศหากมิได้ทำพินัยกรรมไว้ ให้ตกเป็นสมบัติของ “วัดที่เป็นภูมิลำเนา” ของพระภิกษุนั้น

จากการตีความตามบรรทัดฐานของคณะกรรมการกฤษฎีกา มีหลักเกณฑ์ที่ควรทราบดังนี้

  • นิยามของคำว่าวัด คำว่า “วัด” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมายถึงวัดที่ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ไทยเท่านั้น
  • การกำหนดภูมิลำเนา เนื่องจากวัดในต่างประเทศมิใช่นิติบุคคลตามกฎหมายไทย จึงไม่สามารถเป็นภูมิลำเนาทางกฎหมายในมิติทรัพย์สินได้
  • แนวทางปฏิบัติ ทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทยจึงต้องตกเป็นของวัดที่เป็นภูมิลำเนาเดิมที่ปรากฏอยู่ในหนังสือสุทธิ หรือวัดที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยที่พระภิกษุนั้นสังกัดอยู่ตามกฎหมาย เพื่อให้ศาสนสมบัติยังคงอยู่ภายใต้การดูแลของพุทธจักรไทย

ธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลภายใต้คณะสงฆ์ไทย

แม้ในทางกฎหมายบ้านเมือง (ฝ่ายอาณาจักร) วัดไทยในต่างประเทศจะมีอิสระภายใต้กฎหมายของรัฐเจ้าของดินแดน แต่ในทางพระธรรมวินัยและจารีตการปกครอง (ฝ่ายพุทธจักร) วัดเหล่านี้ยังคงมีความเชื่อมโยงกับคณะสงฆ์ไทยอย่างแนบแน่น

ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ มาตรา 5 ทวิ นิยามของ “คณะสงฆ์” ครอบคลุมถึงพระภิกษุไทยที่ไปปฏิบัติศาสนกิจนอกราชอาณาจักรด้วย มหาเถรสมาคมจึงมีอำนาจในการกำกับดูแลผ่านสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ การขึ้นทะเบียนวัดไทยในต่างประเทศจึงเป็นการแสดงถึง “เอกภาพทางจิตวิญญาณ” และความมั่นคงของสถาบันสงฆ์ไทยในเวทีโลก ซึ่งเป็นการใช้อำนาจทางการปกครองสงฆ์ที่ดำเนินควบคู่ไปกับความเคารพในกฎหมายระหว่างประเทศ

บทสรุป

กรณีศึกษาของวัดไชยมังคลาราม สะท้อนให้เห็นว่าความมั่นคงของพระพุทธศาสนาในต่างแดนต้องวางอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจที่ถูกต้องใน 2 ประการ ได้แก่ ความเคร่งครัดตามหลักพระธรรมวินัยเพื่อรักษาศรัทธาของสาธุชน และความรู้เท่าทันในข้อกฎหมายและธรรมาภิบาลเพื่อรักษาศาสนสมบัติ

การดำเนินงานของพระสังฆาธิการและพระธรรมทูตจึงต้องอาศัยความรอบคอบในการจัดการทะเบียนและทรัพย์สิน เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาทางข้อกฎหมายในระยะยาว การประสานสอดคล้องกันระหว่างอำนาจแห่งพุทธจักรไทยและกฎหมายสากล คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้พุทธจักรไทยดำรงอยู่อย่างสง่างามและยั่งยืนในทุกภูมิภาคของโลก


ข้อมูลอ้างอิงประกอบการเขียน:

  • พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
  • บันทึกความเห็นสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 122/2563
  • คู่มือพระสังฆาธิการและระเบียบมหาเถรสมาคมว่าด้วยการส่งพระภิกษุไปต่างประเทศ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *