๑๐๐ ปี ธรรมศึกษา: เส้นทางแห่งปัญญาจากวัดสู่บ้าน สู่ความมั่นคงของพระพุทธศาสนา

ในวาระที่พุทธศักราช ๒๕๗๒ กำลังใกล้เข้ามา นับเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยควรได้รำลึกถึง เพราะเป็นวาระครบรอบ ๑๐๐ ปี แห่งการจัดสอบ “ธรรมศึกษา” ซึ่งถือเป็นระบบการศึกษาพระธรรมสำหรับฆราวาสที่สำคัญยิ่ง

การเดินทางผ่านศตวรรษนี้มิใช่เพียงการคงอยู่ของระบบการสอบ แต่คือประจักษ์พยานแห่งความมุ่งมั่นของคณะสงฆ์ไทยในการขยายฐานความรู้จากอารามสู่สังคมวงกว้าง นับตั้งแต่การจัดสอบครั้งแรกในพุทธศักราช ๒๔๗๒ เป็นต้นมา ธรรมศึกษาได้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างองค์ความรู้ทางพระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์ กับการเรียนรู้และการนำหลักธรรมไปใช้ในชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วไป

วาระครบหนึ่งศตวรรษนี้มิใช่เพียงการครบรอบตามการนับปี หากแต่เป็นโอกาสสำคัญในการทบทวนรากฐาน แนวคิด และบทบาทของธรรมศึกษาในฐานะระบบการศึกษาพระธรรมที่เปิดกว้างแก่ฆราวาสอย่างแท้จริง

รากฐานแห่งนวัตกรรม: จากการปฏิรูปพระปริยัติธรรมสู่นักธรรม

หากจะทำความเข้าใจธรรมศึกษา จำต้องย้อนกลับไปในช่วงพุทธศักราช ๒๔๕๖ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นยุคแห่งการปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์ครั้งสำคัญ ภายใต้พระวิสัยทัศน์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

พระองค์ทรงเล็งเห็นว่าการศึกษาพระธรรมวินัยของภิกษุสามเณรในยุคนั้นยังเน้นการท่องจำภาษาบาลีเป็นหลัก ยากต่อการทำความเข้าใจสำหรับคนทั่วไป และขาดการเชื่อมโยงความหมายและการนำไปใช้ในทางปฏิบัติ

ด้วยเหตุนี้ จึงทรงริเริ่มจัดวางหลักสูตร “นักธรรม” ขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือในการศึกษาวิเคราะห์พระธรรมวินัยเป็นภาษาไทยอย่างเป็นระบบสำหรับพระภิกษุสามเณร การกำเนิดของหลักสูตรนักธรรมจึงเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการท่องจำสู่การศึกษาเพื่อความเข้าใจและนำไปปฏิบัติจริง

การศึกษานักธรรมจึงกลายเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างศาสนทายาทที่มีทั้งความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถในการนำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในภารกิจทางพระศาสนา ผลสำเร็จของการศึกษานี้ไม่เพียงช่วยสร้างศาสนทายาทที่มีคุณภาพ แต่ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ทางสังคม โดยในอดีตผู้ที่สอบได้นักธรรมเมื่อออกจากสมณเพศหรือลาสิกขาไปแล้ว มักได้รับการยอมรับให้เข้าเป็นข้าราชการครูหรือได้รับสิทธิพิเศษในการเลื่อนตำแหน่ง เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความรู้และศีลธรรมอันดี

การเปลี่ยนผ่านสู่มหาชน: ปฐมบทแห่งธรรมศึกษา

ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ภารกิจการกระจายความรู้ธรรมมิได้หยุดนิ่ง แต่การสืบสานงานด้านการศึกษาพระธรรมยังคงดำเนินต่อไปภายใต้การนำของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ (ต่อมาคือสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์)

ในช่วงเวลานั้น สังคมไทยเริ่มมีข้าราชการ ครู และประชาชนทั่วไปจำนวนมากที่ให้ความสนใจศึกษาหลักธรรมตามแนวทางของหลักสูตรนักธรรมกันอย่างกว้างขวาง ทว่าด้วยระเบียบปฏิบัติในขณะนั้นยังไม่อนุญาตให้คฤหัสถ์เข้าสอบในสนามหลวงได้ เนื่องจากมิได้ครองสมณเพศ

คณะสงฆ์โดยการนำของสมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์นั้น จึงได้พิจารณาเห็นว่า หลักธรรมอันเป็นแก่นของพระพุทธศาสนาควรเปิดโอกาสให้ฆราวาสได้ศึกษาอย่างเป็นระบบเช่นเดียวกับพระภิกษุสามเณร การส่งเสริมให้พุทธบริษัทสี่มีความรู้ในหลักธรรมอย่างถูกต้อง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พระพุทธศาสนามั่นคงสืบไป

การจัดตั้งระบบการสอบธรรมศึกษาจึงเป็นคำตอบที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมในขณะนั้น และเป็นการขยายพื้นที่ของการศึกษาพระธรรมจากอารามไปสู่โรงเรียน บ้านเรือน และชุมชน

ปีแห่งการจารึกประวัติศาสตร์: การจัดสอบธรรมศึกษาอย่างเป็นระบบ

พุทธศักราช ๒๔๗๒ คือปีที่ประวัติศาสตร์การศึกษาพุทธศาสนาของไทยต้องจารึกไว้ เมื่อมีการจัดสอบ “ธรรมศึกษาชั้นตรี” สำหรับฆราวาสขึ้นเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ โดยได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งจากนักเรียนและประชาชนทั่วไป

ต่อมาจึงได้มีการพัฒนาหลักสูตรและขยายระดับการสอบเป็น ธรรมศึกษาชั้นโท ในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ และ ธรรมศึกษาชั้นเอก ในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ ตามลำดับ เพื่อให้การศึกษามีความต่อเนื่องและลึกซึ้งยิ่งขึ้น

การออกแบบหลักสูตรอย่างประณีต

โครงสร้างของหลักสูตรธรรมศึกษาถูกออกแบบโดยยึดหลักสูตรนักธรรมเป็นต้นแบบ โดยอ้างอิงเนื้อหาหลักจากหลักสูตรนักธรรมของพระสงฆ์ ได้แก่:

  • วิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม
  • วิชาธรรมวิภาค
  • วิชาพุทธประวัติ

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างที่สำคัญอยู่ที่การปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตและสถานะของผู้ครองเรือน โดยยกเว้นวิชาวินัยบัญญัติซึ่งเป็นกฎระเบียบเฉพาะของพระสงฆ์ และแทนที่ด้วยการศึกษาศีลธรรมสำหรับฆราวาส ได้แก่ เบญจศีล เบญจธรรม และอุโบสถศีล

แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงความรอบคอบในการออกแบบหลักสูตร ที่มุ่งให้ฆราวาสสามารถนำหลักธรรมไปประพฤติปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยไม่ขัดกับสถานภาพและหน้าที่ทางสังคม ซึ่งเป็นการปรับประยุกต์ให้ธรรมะสามารถใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างสมบูรณ์

บทบาทของธรรมศึกษาในสังคมไทย

จากจุดเริ่มต้นที่มีผู้เข้าสอบเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ธรรมศึกษาได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นระบบการศึกษาพระธรรมสำหรับฆราวาสที่มีผู้เข้าร่วมมากที่สุดในประเทศ ปัจจุบันสนามสอบธรรมศึกษาภายใต้การดูแลของสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง มีผู้สมัครจากหลากหลายกลุ่ม ทั้งนักเรียน นิสิต นักศึกษา ข้าราชการ และประชาชนทั่วไปจากทั่วสารทิศ นับแสนคนต่อปี

ธรรมศึกษาจึงมิได้เป็นเพียงการสอบวัดความรู้ แต่เป็นกระบวนการสร้างพื้นฐานทางจริยธรรมและความเข้าใจในหลักพระพุทธศาสนา ซึ่งส่งผลต่อการดำรงชีวิต การทำงาน และการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติ ความสำเร็จนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า “ธรรมศึกษา” คือมรดกทางปัญญาที่ล้ำค่า

ศตวรรษแห่งความสำเร็จ: ธรรมศึกษาในวาระครบหนึ่งศตวรรษ

การเดินทางสู่หลัก ๑๐๐ ปี ในพุทธศักราช ๒๕๗๒ นี้ มิใช่เพียงการเฉลิมฉลองเชิงสัญลักษณ์หรือในเชิงสถิติ แต่เป็นวาระที่ควรใช้เพื่อทบทวนบทบาทของการศึกษาพระธรรมสำหรับฆราวาสในภาพรวม

ตลอดระยะเวลาหนึ่งศตวรรษ ธรรมศึกษาได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำคัญของการเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงหลักธรรมอย่างเป็นระบบ และเป็นพลังสำคัญในการธำรงรักษาพระพุทธศาสนาให้มั่นคงในสังคมไทย

วาระดังกล่าวจึงเป็นโอกาสในการตอกย้ำเจตนารมณ์ที่ว่า ธรรมะมิใช่สิ่งที่อยู่ไกลตัวหรือจำกัดอยู่เพียงในเขตวัด แต่ธรรมะคือหลักคิดและคู่มือชีวิตที่พุทธบริษัททุกคนสามารถศึกษาและนำมาเป็นหลักยึดในการดำเนินชีวิต และเป็นรากฐานทางปัญญาและคุณธรรมของสังคมไทยเพื่อพัฒนาตนเอง สังคม และประเทศชาติให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขสืบต่อไป

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *