กฎหมายบ้านเมืองกับพระธรรมวินัย อยู่ร่วมกันอย่างไรในการปกครองคณะสงฆ์ไทย
ในบริบทของสังคมไทย พระภิกษุสงฆ์มิได้ดำรงอยู่เพียงในฐานะบรรพชิตผู้มุ่งประพฤติปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นส่วนตน หากแต่ยังเป็นสถาบันทางสังคมที่มีบทบาทสัมพันธ์กับโครงสร้างของรัฐมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน วัดและคณะสงฆ์จึงมิได้อยู่โดดเดี่ยวจากระบบกฎหมายบ้านเมือง หากแต่อยู่ภายใต้กรอบนิติธรรมที่เชื่อมโยงระหว่าง “พระธรรมวินัย” และ “กฎหมายแผ่นดิน” อย่างเป็นระบบ
ความสัมพันธ์ดังกล่าวมิใช่ความขัดแย้งระหว่างอำนาจสองฝ่าย หากเป็นกลไกที่ทำงานประสานกันเพื่อคุ้มครองพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่อย่างมั่นคง เป็นระเบียบ และเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของสังคม บทความนี้มุ่งอธิบายโครงสร้างและหลักการของความสัมพันธ์ดังกล่าวในเชิงนิติศาสตร์การปกครองคณะสงฆ์ โดยอาศัยกรอบแนวคิดที่ปรากฏในคู่มือพระสังฆาธิการฉบับปัจจุบันและแนวปฏิบัติที่ใช้จริงในสังคมไทย
กรอบแนวคิดพื้นฐานของการปกครองคณะสงฆ์ไทย
การปกครองคณะสงฆ์ไทยตั้งอยู่บนหลักการสำคัญสามประการที่เกื้อหนุนกัน ได้แก่ กฎหมายบ้านเมือง พระธรรมวินัย และจารีตประเพณี หลักการทั้งสามมิได้แยกจากกันโดยเด็ดขาด หากทำหน้าที่ต่างระดับกันในการกำกับความประพฤติและการดำเนินกิจการของคณะสงฆ์
พระธรรมวินัยเป็นบรรทัดฐานหลักในทางจิตวิญญาณและสมณจริยา ขณะที่กฎหมายบ้านเมืองทำหน้าที่รองรับการดำรงอยู่ของคณะสงฆ์ในฐานะสถาบันหนึ่งของรัฐ ส่วนจารีตประเพณีเป็นกลไกทางสังคมที่ช่วยประสานให้การปฏิบัติทั้งสองระบบเป็นไปอย่างกลมกลืนกับบริบทท้องถิ่นและความรู้สึกของประชาชน
การยอมรับกรอบทั้งสามนี้สะท้อนความเข้าใจว่า แม้พระภิกษุจะมีพระวินัยเป็นหลักแห่งการดำเนินชีวิต แต่ก็ยังต้องอยู่ภายใต้กฎหมายแผ่นดินในฐานะพลเมืองของรัฐ และในฐานะผู้ดำรงอยู่ในพื้นที่สาธารณะร่วมกับประชาชนทั่วไป
บทบาทของกฎหมายบ้านเมืองต่อการปกครองคณะสงฆ์
กฎหมายบ้านเมืองมิได้เข้ามาแทนที่พระธรรมวินัย หากทำหน้าที่เป็นโครงสร้างรองรับการบริหารจัดการคณะสงฆ์ในเชิงองค์กร โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนิติบุคคล การปกครอง การจัดการทรัพย์สิน และความสัมพันธ์กับหน่วยงานของรัฐ
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์กำหนดให้การออกกฎ ระเบียบ และคำสั่งของฝ่ายปกครองสงฆ์ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายแผ่นดินและพระธรรมวินัย หลักการนี้มีนัยสำคัญในเชิงธรรมาภิบาล กล่าวคือ กฎหมายสงฆ์ต้องยืนอยู่บนฐานความชอบธรรมทั้งในทางศาสนาและทางนิติรัฐ
ในทางปฏิบัติ กฎหมายบ้านเมืองทำหน้าที่เป็นกรอบคุ้มครองไม่ให้การใช้อำนาจทางสงฆ์คลาดเคลื่อนไปจากมาตรฐานสังคมร่วมสมัย และช่วยให้การดำเนินกิจการของวัดเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับประโยชน์สาธารณะ
พระธรรมวินัยในฐานะแก่นของการปกครองทางจิตวิญญาณ
แม้กฎหมายบ้านเมืองจะมีบทบาทสำคัญในเชิงโครงสร้าง แต่พระธรรมวินัยยังคงเป็นแก่นกลางของการปกครองคณะสงฆ์ในทุกระดับ พระธรรมวินัยกำหนดมาตรฐานแห่งสมณสารูป ความประพฤติที่เหมาะสม และวิธีการระงับอธิกรณ์ภายในสงฆ์
การใช้อำนาจปกครองของพระสังฆาธิการจึงมิใช่การบังคับตามอำเภอใจ หากต้องตั้งอยู่บนหลักพระวินัย ความเมตตา และความยุติธรรม การตักเตือน การสั่งสอน และการพิจารณาโทษทางสงฆ์ ล้วนมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูความถูกต้องและรักษาศรัทธาของสาธารณชน มิใช่เพื่อการลงโทษเชิงอำนาจ
การประสานการทำงานระหว่างกฎหมายและพระธรรมวินัยในทางปฏิบัติ
ในระดับการปฏิบัติงานจริง พระสังฆาธิการมักเผชิญสถานการณ์ที่ต้องอาศัยทั้งสองระบบควบคู่กัน เช่น กรณีที่พระภิกษุกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายบ้านเมือง พระสังฆาธิการมีหน้าที่ประสานให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมของรัฐ พร้อมกับพิจารณาผลทางพระวินัยอย่างเหมาะสม
ในบางกรณี พฤติกรรมอาจไม่ถึงขั้นเป็นความผิดทางอาญา แต่ส่งผลกระทบต่อความเลื่อมใสของสาธารณชน การใช้อำนาจทางสงฆ์เพื่อระงับอธิกรณ์จึงเป็นกลไกสำคัญในการรักษาภาพลักษณ์และความสงบเรียบร้อยของคณะสงฆ์
นอกจากนี้ การกำหนดมาตรการคัดกรองผู้ขออุปสมบทและการกำกับดูแลวัดมิให้ถูกใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม ยังเป็นตัวอย่างของการนำเครื่องมือทางกฎหมายมาใช้เพื่อสนับสนุนการธำรงพระธรรมวินัยให้บริสุทธิ์และมั่นคง
บทสรุป
ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายบ้านเมืองกับพระธรรมวินัยในการปกครองคณะสงฆ์ไทย มิใช่ความสัมพันธ์เชิงแข่งขัน หากเป็นความร่วมมือที่ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตนอย่างสมดุล กฎหมายบ้านเมืองทำหน้าที่เป็นกรอบคุ้มครองและสนับสนุน ขณะที่พระธรรมวินัยเป็นหลักนำทางด้านจริยธรรมและจิตวิญญาณ
เมื่อพระสังฆาธิการมีความเข้าใจทั้งสองระบบอย่างรอบด้าน การบริหารจัดการคณะสงฆ์ย่อมเป็นไปอย่างสง่างาม ถูกต้อง และสอดคล้องกับความคาดหวังของสังคม ความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของพระพุทธศาสนาในสังคมไทยจึงมิได้ตั้งอยู่บนอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากตั้งอยู่บนดุลยภาพแห่งนิติธรรมและธรรมวินัยที่เกื้อกูลกันอย่างยั่งยืน

