แนวปฏิบัติการบริหารกิจการคณะสงฆ์ : หลักเกณฑ์การแต่งตั้งและถอดถอนพระสังฆาธิการตามกฎมหาเถรสมาคม
การบริหารกิจการคณะสงฆ์ให้ดำรงความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนานั้น ต้องอาศัยระเบียบแบบแผนและหลักเกณฑ์อันเป็นบรรทัดฐานเดียวกัน เพื่อให้การดำเนินงานทุกขั้นตอนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถูกต้อง โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับของหมู่คณะและสาธุชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการบริหารงานบุคคลอันว่าด้วยการแต่งตั้งและถอดถอนพระสังฆาธิการ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการปกครองคณะสงฆ์ทุกระดับ
เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา 20/2 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 อันเป็นกฎหมายแม่บทที่ว่าด้วยการขอรับพระราชดำริในการบริหารงานคณะสงฆ์ มหาเถรสมาคมจึงได้ตรากฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2541) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2563 ขึ้นเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติสำหรับการแต่งตั้งและถอดถอนพระสังฆาธิการให้เป็นไปโดยอนุวัตตามพระราชบัญญัติดังกล่าวอย่างเคร่งครัด
สาระสำคัญของกฎมหาเถรสมาคมฉบับนี้สามารถจำแนกออกเป็นประเด็นหลัก ๆ ได้ดังนี้
หลักเกณฑ์ว่าด้วยการแต่งตั้งและถอดถอนพระสังฆาธิการระดับสูง
สำหรับตำแหน่งพระสังฆาธิการระดับสูง ได้แก่ เจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด และเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญต่อการปกครองคณะสงฆ์ในวงกว้าง กฎหมายได้กำหนดขั้นตอนการดำเนินการที่ต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการถวายคำแนะนำเพื่อนำสู่พระบรมราชวินิจฉัยเป็นกรณีพิเศษ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
- กระบวนการแต่งตั้ง: เมื่อคณะสงฆ์ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎมหาเถรสมาคมว่าด้วยการนั้นแล้ว ให้เสนอเรื่องไปยังมหาเถรสมาคมเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในทุกกรณี หลังจากนั้น สมเด็จพระสังฆราชจะทรงเสนอเรื่องไปยังราชเลขานุการในพระองค์ เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท เมื่อมีพระราชดำริวินิจฉัยประการใดแล้ว ให้มหาเถรสมาคมดำเนินการให้มีพระบัญชาหรือตราตั้งแต่งตั้งตามพระราชดำรินั้น พร้อมทั้งรายงานนายกรัฐมนตรีให้ทราบเป็นลำดับต่อไป
- กระบวนการถอดถอน: ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องถอดถอนพระสังฆาธิการระดับสูงออกจากตำแหน่ง เมื่อดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กฎมหาเถรสมาคมกำหนดแล้ว ก็ต้องเสนอเรื่องให้มหาเถรสมาคมพิจารณาทุกกรณีเช่นกัน โดยสมเด็จพระสังฆราชจะทรงเสนอเรื่องเพื่อนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท เมื่อมีพระราชดำริวินิจฉัยประการใด ให้มหาเถรสมาคมมีมติเห็นชอบโดยอนุวัตตามพระราชดำรินั้นก่อน จึงจะสามารถดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปได้ และต้องรายงานนายกรัฐมนตรีให้ทราบด้วย
หลักเกณฑ์ว่าด้วยการแต่งตั้งและถอดถอนพระสังฆาธิการระดับอื่น
สำหรับการแต่งตั้งและถอดถอนพระสังฆาธิการในตำแหน่งอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ให้ดำเนินการไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่บัญญัติไว้ในกฎมหาเถรสมาคมโดยทั่ว ๆ ไป
อย่างไรก็ดี กฎหมายได้วางข้อกำหนดในกรณีพิเศษไว้ด้วยว่า หากมีพระราชดำริประการใดเกี่ยวกับการแต่งตั้งหรือถอดถอนพระสังฆาธิการในตำแหน่งดังกล่าว ให้ผู้ที่ได้รับพระราชทานกระแสพระราชดำรินั้น ดำเนินการแจ้งต่อผู้มีอำนาจแต่งตั้งหรือถอดถอน เพื่อให้ผู้นั้นอนุวัตการให้เป็นไปตามพระราชดำรินั้น ๆ ต่อไป
หลักเกณฑ์ว่าด้วยกรณีการครบวาระพร้อมกัน
ในการแต่งตั้งพระสังฆาธิการระดับสูง (เจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด และเจ้าอาวาสพระอารามหลวง) หากปรากฏว่ามีวาระการดำรงตำแหน่งครบกำหนดในเวลาใกล้เคียงกัน ให้ดำเนินการแต่งตั้งตามลำดับศักดิ์ของตำแหน่งจากสูงลงมาต่ำ ทั้งนี้ เพื่อความเป็นระบบและลดปัญหาความสับสนในการบริหารจัดการ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อการที่จะมีพระราชดำริเป็นประการอื่นใดในทุกกรณี ซึ่งต้องถือเป็นไปตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตามที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา
บทสรุป
การตรากฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2541) และที่แก้ไขเพิ่มเติมนี้ แสดงให้เห็นถึงความร่วมสมัยและการปรับตัวของคณะสงฆ์ไทยในการธำรงไว้ซึ่งความถูกต้องชอบด้วยกฎหมายบ้านเมือง อันเป็นรากฐานสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข การวางหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส และคำนึงถึงพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ย่อมส่งผลให้การบริหารกิจการคณะสงฆ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เกิดความสงบเรียบร้อยดีงาม ยังประโยชน์สุขแก่พระพุทธศาสนาและสังคมไทยโดยรวมสืบไป

