ศูนย์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาจังหวัดกับการขับเคลื่อนธรรมศึกษา: กลไกเชิงโครงสร้างสู่การสร้างภูมิคุ้มกันทางจริยธรรมในสังคมไทย

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกในยุคปัจจุบัน ความท้าทายที่สังคมไทยเผชิญมิได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยีเท่านั้น หากยังรวมถึงความเสื่อมถอยทางศีลธรรมและจริยธรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความสงบสุข ในบริบทดังกล่าว การเผยแผ่พระพุทธศาสนาจึงมิอาจจำกัดบทบาทอยู่เพียงพิธีกรรมหรือการสั่งสอนตามจารีตประเพณี หากแต่ต้องพัฒนาไปสู่การเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเสริมสร้างสุขภาวะทางปัญญาและภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้แก่ประชาชน ธรรมศึกษา ในฐานะหลักสูตรกลางของคณะสงฆ์ไทยที่ออกแบบขึ้นเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้ศึกษาหลักธรรมและนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ต้องได้รับการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ

การขับเคลื่อนดังกล่าวจะบรรลุผลได้จำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างการบริหารจัดการที่มีเอกภาพและประสิทธิภาพ มหาเถรสมาคมในฐานะองค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์จึงได้ตรา “ระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการเผยแผ่พระพุทธศาสนา พ.ศ. ๒๕๖๔” ขึ้น เพื่อวางระบบการบริหารงานเผยแผ่ให้สอดคล้องกับนโยบายและแผนแม่บทของชาติ หัวใจสำคัญประการหนึ่งของระเบียบนี้ คือการจัดตั้ง “ศูนย์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาจังหวัด” ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยปฏิบัติการหลักในระดับพื้นที่ เพื่อเชื่อมโยงนโยบายจากส่วนกลาง งานวิชาการจากสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง และภาคีเครือข่ายในท้องถิ่น เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์โครงสร้าง อำนาจหน้าที่ และบทบาทของศูนย์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาจังหวัด ในฐานะกลไกสำคัญในการบูรณาการธรรมศึกษา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่พระพุทธศาสนาและสังคมไทยอย่างยั่งยืน

วัตถุประสงค์และฐานทางกฎหมายของการจัดตั้งศูนย์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาจังหวัด

ระเบียบมหาเถรสมาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ได้ให้ความหมายของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างกว้างขวาง ครอบคลุมถึงการทำให้หลักธรรมคำสอนแพร่หลาย การน้อมนำประชาชนให้เกิดความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย รวมถึงการส่งเสริมให้เกิดการนำหลักธรรมไปสู่การปฏิบัติในชีวิตประจำวัน การดำเนินการดังกล่าวมีฐานอำนาจมาจากมาตรา ๑๕ ตรี แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งเปิดช่องให้มหาเถรสมาคมสามารถวางระเบียบเพื่อการนี้ได้

เพื่อให้การเผยแผ่บรรลุผลสัมฤทธิ์ในเชิงพื้นที่ ระเบียบฯ กำหนดให้มีการจัดตั้ง “ศูนย์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาจังหวัด” ขึ้นในทุกจังหวัด รวมทั้งกรุงเทพมหานคร โดยมีคณะกรรมการการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นหน่วยงานกำกับดูแลในระดับนโยบาย ซึ่งในคณะกรรมการชุดนี้ “แม่กองธรรมสนามหลวง” ได้ทรงดำรงตำแหน่งกรรมการโดยตำแหน่ง การกำหนดเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์สำคัญที่ว่าการขับเคลื่อนงานเผยแผ่ในยุคใหม่จำเป็นต้องดำเนินไปควบคู่กับงานศาสนศึกษา โดยมีหลักสูตรนักธรรมและธรรมศึกษาซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวงเป็นฐานความรู้ที่ถูกต้องและเป็นมาตรฐานเดียวกัน

โครงสร้างการบริหารของศูนย์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาจังหวัด

การออกแบบโครงสร้างของคณะกรรมการการเผยแผ่พระพุทธศาสนาจังหวัดเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อให้เกิดการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ โดยระเบียบฯ ได้กำหนดองค์ประกอบไว้อย่างครอบคลุมทุกภาคส่วน ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • กลุ่มที่หนึ่ง ฝ่ายบรรพชิต: ผู้กำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์ คณะกรรมการชุดนี้มีเจ้าคณะจังหวัดเป็นประธาน โดยมีรองเจ้าคณะจังหวัดอีกหนึ่งรูปเป็นรองประธาน และมีพระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล หรือเจ้าอาวาส ที่ได้รับการคัดเลือกจำนวนไม่เกินเจ็ดรูป ร่วมเป็นกรรมการ กลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายและขับเคลื่อนงานธรรมศึกษาไปยังสำนักศาสนศึกษาและวัดต่างๆ ในสังกัดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
  • กลุ่มที่สอง ฝ่ายคฤหัสถ์และส่วนราชการ: ผู้สนับสนุนและประสานความร่วมมือ ประกอบด้วยกรรมการโดยตำแหน่งจากหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ อาทิ รองผู้ว่าราชการจังหวัดที่กำกับดูแลงานพระพุทธศาสนา ศึกษาธิการจังหวัด คลังจังหวัด ประชาสัมพันธ์จังหวัด และวัฒนธรรมจังหวัด การมีศึกษาธิการจังหวัดและวัฒนธรรมจังหวัดร่วมเป็นกรรมการนั้น เป็นช่องทางสำคัญที่จะนำไปสู่การเชื่อมโยงหลักสูตรธรรมศึกษาเข้าสู่ระบบสถานศึกษาและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมและกว้างขวางยิ่งขึ้น
  • กลุ่มที่สาม ฝ่ายเลขานุการ: หน่วยปฏิบัติการและธุรการ กำหนดให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเป็นกรรมการและเลขานุการ โดยมีศูนย์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาจังหวัด (ซึ่งตั้งอยู่ ณ วัดหรือสถานที่ที่เหมาะสม) ทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการ รับผิดชอบงานธุรการ วิชาการ และการประสานงานต่าง ๆ

การบูรณาการธรรมศึกษาผ่านบทบาทหน้าที่ของศูนย์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาจังหวัด

บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการและศูนย์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาจังหวัดตามที่ระบุในข้อ ๑๔ ของระเบียบฯ มีความเชื่อมโยงโดยตรงต่อการส่งเสริมและขยายผลการเรียนการสอนธรรมศึกษาในสังคมไทยหลายประการ ได้แก่

  • การเป็นศูนย์กลางประสานเครือข่ายบุคลากร ศูนย์การเผยแผ่ฯ จังหวัดมีหน้าที่รวบรวมและประสานงาน “บุคลากรเผยแผ่พระพุทธศาสนา” ซึ่งตามนิยามของระเบียบฯ ครอบคลุมถึงครูสอนพระปริยัติธรรม ครูสอนศีลธรรมในสถานศึกษา และปริยัตินิเทศก์ บุคลากรเหล่านี้เปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมโยงหลักสูตรธรรมศึกษาจากสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวงไปสู่เยาวชนและประชาชนในพื้นที่ โดยผ่านกระบวนการเรียนการสอนในวัดและโรงเรียนต่าง ๆ
  • การจัดทำแผนงานและโครงการเชิงรุก เพื่อให้การขับเคลื่อนธรรมศึกษาไม่เป็นไปอย่างขาดทิศทาง ศูนย์ฯ จึงมีหน้าที่ในการจัดทำแผนงานและโครงการเผยแผ่ให้สอดคล้องกับนโยบายส่วนกลางและบริบทของพื้นที่ อาทิ การจัดอบรมเตรียมความพร้อมก่อนสอบธรรมศึกษา การจัดค่ายคุณธรรมสำหรับเยาวชน หรือการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ธรรมศึกษาประจำตำบลในพื้นที่ห่างไกล เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาพระพุทธศาสนาให้ทั่วถึงยิ่งขึ้น
  • การผลิตสื่อและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ระเบียบฯ กำหนดให้ศูนย์ฯ มีหน้าที่จัดให้มีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการผลิตสื่อเพื่อการเผยแผ่ ในบริบทของโลกดิจิทัล การเผยแผ่ธรรมศึกษาจำเป็นต้องปรับตัว โดยการนำเนื้อหาจากตำราเรียนนักธรรมและธรรมศึกษามาพัฒนาเป็นสื่อมัลติมีเดียที่เข้าถึงง่าย ทันสมัย และเหมาะสำหรับผู้เรียนทุกเพศทุกวัย เพื่อให้การเรียนรู้หลักธรรมสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและทุกสถานที่

กลไกการกำกับดูแลและพัฒนามาตรฐานบุคลากร

เพื่อรักษามาตรฐานและความถูกต้องของการเผยแผ่ธรรมศึกษา ศูนย์การเผยแผ่ฯ จังหวัดจึงมีหน้าที่สำคัญในการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพบุคลากรและติดตามประเมินผลการดำเนินงาน ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้

  • การจัดทำทะเบียนและออกบัตรประจำตัว เพื่อสร้างมาตรฐานและความน่าเชื่อถือให้แก่บุคลากรผู้ปฏิบัติงานเผยแผ่ ศูนย์ฯ จะต้องจัดทำทะเบียนประวัติและออกบัตรประจำตัวให้แก่บุคลากรในพื้นที่ ตามแบบที่คณะกรรมการการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติกำหนด
  • การกำหนดจรรยาบรรณและการกำกับดูแล คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ในการเสนอมาตรการเพื่อระงับหรือยับยั้งการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ไม่เป็นไปตามหลักคำสอนหรืออาจสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ซึ่งเป็นการรักษาความถูกต้องและศักดิ์สิทธิ์ของหลักธรรมตามหลักสูตรธรรมสนามหลวง
  • การติดตามและประเมินผลในระดับหน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนแม่บท ในแต่ละเขตปกครองคณะสงฆ์ระดับหน จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามและประเมินผล ประกอบด้วย ประธานกรรมการ (ซึ่งได้รับมอบหมาย) เจ้าคณะภาค และเจ้าคณะจังหวัดในเขตปกครองนั้น ๆ เพื่อวิเคราะห์ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ

กองทุนเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา: ปัจจัยสนับสนุนความมั่นคงและยั่งยืน

อุปสรรคสำคัญประการหนึ่งของการดำเนินงานเผยแผ่ในอดีตคือการขาดแคลนงบประมาณที่เพียงพอและต่อเนื่อง ระเบียบ พ.ศ. ๒๕๖๔ จึงได้กำหนดให้มีการจัดตั้ง “กองทุนเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา” ขึ้นทั้งในระดับชาติและระดับจังหวัด เพื่อเป็นแหล่งทุนสำหรับใช้ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร สนับสนุนการจัดกิจกรรมเผยแผ่ และดำเนินกิจการอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ การมีกองทุนประจำจังหวัดจะช่วยให้ศูนย์การเผยแผ่ฯ มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ สามารถสนับสนุนวัสดุ อุปกรณ์ และปัจจัยต่าง ๆ เพื่อการเรียนการสอนธรรมศึกษาแก่สำนักเรียนหรือวัดที่ขาดแคลนได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วยิ่งขึ้น

บทสรุป

การจัดตั้งศูนย์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาจังหวัดตามระเบียบมหาเถรสมาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ มิได้เป็นเพียงการสร้างหน่วยงานใหม่ขึ้นมาทับซ้อนกับโครงสร้างเดิม หากแต่เป็นการออกแบบกลไกเชิงบูรณาการที่เชื่อมโยงอำนาจการปกครองคณะสงฆ์ ภาคส่วนราชการ และเครือข่ายทางวิชาการด้านศาสนศึกษา เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบและมีเอกภาพ การขับเคลื่อนหลักสูตรธรรมศึกษาซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้พระพุทธศาสนาผ่านโครงสร้างของศูนย์ฯ จังหวัดนี้ จะช่วยพลิกโฉมการเผยแผ่จากการตั้งรับเชิงรับสู่การดำเนินงานเชิงรุกที่มีเป้าหมายและทิศทางชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการดำเนินงานตามระเบียบนี้มิได้ขึ้นอยู่กับตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว หากขึ้นอยู่กับความเข้าใจในบทบาทหน้าที่และการใช้เครื่องมือที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดของพระสังฆาธิการ เจ้าหน้าที่ และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน หากทุกฝ่ายร่วมมือกันขับเคลื่อนงานอย่างจริงจัง ธรรมศึกษาจะมิได้เป็นเพียงวิชาที่ต้องสอบให้ผ่าน แต่จะซึมซาบลงสู่วิถีชีวิตและหล่อหลอมให้เกิดเป็นสังคมที่มีภูมิคุ้มกันทางจริยธรรม ซึ่งจะเป็นรากฐานอันมั่นคงให้แก่พระพุทธศาสนาและความสงบสุขของสังคมไทยสืบไป

อ้างอิง

๑. พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม.

๒. ระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการเผยแผ่พระพุทธศาสนา พ.ศ. ๒๕๖๔.

๓. พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒.

๔. ข้อบังคับคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม ว่าด้วยโครงสร้างการบริหารงานและการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม และสถานศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๓.

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *