ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างและกลไกการบริหารงานแบบบูรณาการในระบบการศึกษาพระปริยัติธรรม (กศป., กบป., สศป., อบป. และ จศป.)

บทนำ ระบบการศึกษาพระปริยัติธรรมภายใต้พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ มิได้ประกอบด้วยหน่วยงานที่ทำงานแยกส่วนจากกัน หากแต่มีการออกแบบโครงสร้างความสัมพันธ์ไว้อย่างเป็นระบบและมีลำดับขั้น (Hierarchy) เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีองค์ประกอบหลัก ๕ ส่วน ได้แก่ กศป., กบป., สศป., อบป. และ จศป. ซึ่งแต่ละส่วนมีความเกี่ยวพันกันในลักษณะ “โซ่อุปทานของการบริหารการศึกษา” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

๑. กศป. : องค์กรนโยบายสูงสุด (The Governing Body) “คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม (กศป.)” ดำรงสถานะเป็นยอดพีระมิดของการบริหาร มีหน้าที่กำหนดทิศทางและกำกับดูแลภาพรวมทั้งหมด

  • ความสัมพันธ์ต่อ กบป. และ จศป.: กศป. ทำหน้าที่เป็นผู้อนุมัติ “มาตรฐานกลาง” ในการบริหารงานบุคคลที่ กบป. เสนอ รวมถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ และทำหน้าที่เป็นองค์กรตุลาการทางบริหารในการพิจารณาอุทธรณ์ร้องทุกข์ขั้นสุดท้ายของบุคลากร (จศป.)
  • ความสัมพันธ์ต่อ สศป.: เป็นผู้ออกกฎระเบียบในการจัดตั้งหรือยุบเลิกสถานศึกษา และรับรายงานผลการตรวจสอบภายในและการดำเนินงานจาก สศป. เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ของนโยบาย

๒. กบป. : กลไกกำหนดมาตรฐานกลาง (The Central HR Regulator) “คณะกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม (กบป.)” ทำหน้าที่เป็นเสมือน “ก.พ.” ของระบบสงฆ์ คือเป็นผู้กำหนดกติกาและควบคุมมาตรฐานคน

  • ความสัมพันธ์ต่อ สศป. และ อบป.: กบป. เป็นผู้วาง “แม่บท” หรือหลักเกณฑ์การบริหารคนให้ สศป. และ อบป. นำไปปฏิบัติ โดยมีอำนาจกำกับติดตามให้การบริหารงานของหน่วยงานย่อยเป็นไปตามมาตรฐาน
  • ความสัมพันธ์ต่อ จศป.: เป็นผู้กำหนดมาตรฐานตำแหน่ง คุณวุฒิ สิทธิประโยชน์ และวินัย ของบุคลากร เพื่อให้ จศป. มีความมั่นคงและก้าวหน้าในวิชาชีพ

๓. สศป. : หน่วยงานปฏิบัติการ (The Operational Organization) “ส่วนงานการศึกษาพระปริยัติธรรม (สศป.)” คือ “บ้าน” หรือหน่วยงานต้นสังกัดที่ภารกิจทางการศึกษาเกิดขึ้นจริง ประกอบด้วยสำนักงานแม่กองฯ ศูนย์ฯ และสถานศึกษาในสังกัด

  • ความสัมพันธ์ต่อ จศป.: เป็นหน่วยงานที่บรรจุและแต่งตั้ง จศป. เข้าปฏิบัติงาน ผู้บริหารสูงสุดของ สศป. มีอำนาจในฐานะผู้บังคับบัญชาตามกฎหมาย และเป็นสถานที่ที่ จศป. ต้องอุทิศเวลาทำงานให้

๔. อบป. : กลไกการบริหารระดับหน่วยงาน (The Local HR Mechanism) “คณะอนุกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม (อบป.)” เป็นกลไกที่แทรกตัวอยู่ในแต่ละ สศป. เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการคนในรายละเอียด

  • ความสัมพันธ์ต่อ สศป. และ จศป.: ทำหน้าที่ “แปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ” เช่น การเกลี่ยอัตรากำลังภายในหน่วยงาน การจัดทำแผนพัฒนาบุคลากร และการดำเนินการสรรหาหรือพิจารณาความดีความชอบของ จศป. ภายใต้กรอบที่ กบป. กำหนด

๕. จศป. : ทุนมนุษย์และผู้ขับเคลื่อน (The Human Capital) “เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม (จศป.)” คือบุคลากร (ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์) ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนระบบ

  • ความสัมพันธ์เชิงระบบ: จศป. ปฏิบัติงานใน สศป. โดยได้รับการดูแลและบริหารจัดการผ่านกลไกของ อบป. ซึ่งยึดถือมาตรฐานจาก กบป. และดำเนินงานเพื่อตอบสนองนโยบายสูงสุดของ กศป.

บทสรุป: โมเดลพีระมิดการกำกับดูแล (The Regulatory Pyramid) ความสัมพันธ์ของทั้ง ๕ ส่วนนี้ สามารถสรุปเป็นภาพจำลองลำดับชั้นอำนาจได้ดังนี้:

  1. ระดับนโยบาย (Top Tier): กศป. กำหนดวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์
  2. ระดับกำกับดูแล (Regulator Tier): กบป. วางกฎระเบียบด้านบุคลากรให้สอดคล้องกับนโยบาย
  3. ระดับปฏิบัติการบริหาร (Execution Tier): สศป. และ อบป. นำกฎระเบียบมาบริหารจัดการองค์กรและคน
  4. ระดับปฏิบัติการพื้นที่ (Operation Tier): จศป. ปฏิบัติหน้าที่สอนและสนับสนุนการศึกษาให้เกิดมรรคผล


สรุปโครงสร้างระบบการศึกษาพระปริยัติธรรมในลักษณะ “พีระมิดการบริหาร”

เมื่อพิจารณาโดยภาพรวม ระบบการศึกษาพระปริยัติธรรมตามพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ สามารถทำความเข้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หากเปรียบโครงสร้างทั้งระบบว่าเป็น “พีระมิดการบริหาร” ซึ่งแต่ละชั้นมีบทบาทหน้าที่แตกต่างกัน แต่เชื่อมโยงกันเป็นสายงานเดียวต่อเนื่องจากระดับนโยบายลงสู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่ ดังนี้

๑. ชั้นบนสุด – ระดับนโยบาย (กศป.)

ชั้นยอดของพีระมิดคือ คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม (กศป.) ทำหน้าที่เสมือน “สมองของระบบ” กำหนดวิสัยทัศน์ ทิศทาง และมาตรฐานเชิงนโยบายในภาพรวมทั้งหมด เปรียบได้กับผู้วางปลายทางของการเดินทาง ว่าระบบการศึกษาพระปริยัติธรรมควรมุ่งไปสู่จุดใดและควรมีลักษณะเช่นไร

๒. ชั้นกำกับดูแล – ระดับออกกฎและมาตรฐาน (กบป.)

ภายหลังจากมีนโยบายแล้ว จำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์รองรับเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คณะกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม (กบป.) จึงทำหน้าที่แปลงนโยบายให้กลายเป็น “กติกากลาง” ด้านบุคลากร เช่น มาตรฐานตำแหน่ง คุณสมบัติ วินัย สิทธิประโยชน์ และหลักเกณฑ์ด้านการบริหารงานบุคคล เพื่อให้ทุกหน่วยงานใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศอย่างเป็นเอกภาพ

๓. ชั้นบริหารปฏิบัติการ – ระดับหน่วยงาน (สศป. และ อบป.)

ระดับนี้คือ “ผู้ทำให้กฎเกิดขึ้นจริง” ประกอบด้วยสองกลไกสำคัญ ได้แก่

  • ส่วนงานการศึกษาพระปริยัติธรรม (สศป.) ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานต้นสังกัด บริหารจัดการสถานศึกษา ศูนย์ และบุคลากรในพื้นที่
  • คณะอนุกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม (อบป.) ทำหน้าที่บริหารจัดการบุคลากรในรายละเอียด เช่น การสรรหา การพิจารณาผลงาน การโยกย้าย หรือการพัฒนา เพื่อให้การบริหารคนสอดคล้องกับมาตรฐานที่กำหนดไว้

กล่าวโดยสรุป ระดับนี้คือกลไกที่ “นำกฎไปใช้จริง” ภายในองค์กรและสถานศึกษา

๔. ชั้นล่างสุด – ระดับปฏิบัติการพื้นที่ (จศป.)

ฐานของพีระมิดคือ เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม (จศป.) ผู้ปฏิบัติงานจริงในสถานศึกษา ทำหน้าที่สอน สนับสนุน และขับเคลื่อนกระบวนการเรียนรู้ให้บรรลุผลตามเป้าประสงค์ของระบบ กล่าวได้ว่าเป็น “ฟันเฟืองตัวจริง” ที่ทำนโยบายให้เกิดผลในพื้นที่ปฏิบัติการ


สรุปภาพรวมแบบกระชับ

กระบวนการทำงานเคลื่อนจาก กศป. ผู้กำหนดนโยบาย → สู่ กบป. ผู้สร้างกติกา → ส่งต่อให้ สศป./อบป. ผู้บริหารจัดการในระดับหน่วยงาน → และสุดท้ายลงสู่การปฏิบัติจริงโดย จศป. ผู้สร้างผลลัพธ์ทางการศึกษาในพื้นที่

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *