กลไกและระเบียบปฏิบัติในการ “ยุบ รวม เลิก” สถานศึกษาพระปริยัติธรรม ภายใต้กรอบกฎหมายปัจจุบัน

การบริหารจัดการสถานศึกษาพระปริยัติธรรมมิได้มีเพียงมิติของการจัดตั้งและการดำเนินงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกระบวนการ “สิ้นสุดสภาพ” ของสถานศึกษาเมื่อไม่สามารถดำรงอยู่ได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน

การดำเนินการ “ยุบ (Dissolution) รวม (Merger) และเลิก (Cessation)” ถือเป็นมาตรการทางกฎหมายที่สำคัญภายใต้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ และ ข้อบังคับคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๗ เพื่อให้การปรับโครงสร้างการศึกษาของคณะสงฆ์เป็นไปอย่างมีระบบ มีการจัดการทรัพย์สินและบุคลากรที่เหมาะสม บทความนี้จะอธิบายถึงหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง

๑. นิยามและขอบเขตการบังคับใช้ มาตรการยุบ รวม หรือเลิก ใช้บังคับกับสถานศึกษาพระปริยัติธรรมทุกประเภท (สำนักเรียน, สำนักศาสนศึกษา และโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา) โดยมีเงื่อนไขดังนี้:

๑.๑ กรณี “สำนักเรียนและสำนักศาสนศึกษา” อ้างอิงตามประกาศมหาเถรสมาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ และให้นำระเบียบใหม่มาใช้โดยอนุโลม จะต้องดำเนินการเมื่อ:

  • ขาดคุณสมบัติมาตรฐาน: เช่น ขาดแคลนบุคลากร อาคารสถานที่ หรือไม่มีการจัดการเรียนการสอนติดต่อกันเป็นเวลา ๓ ปี
  • สภาพบังคับ: ปรากฏเหตุจำเป็นที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้

๑.๒ กรณี “โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา” ข้อบังคับใหม่ พ.ศ. ๒๕๖๗ ได้จำแนกรายละเอียดไว้ชัดเจน ดังนี้:

  • การยุบชั้นเรียน: สามารถทำได้ทีละชั้นเรียนหรือทั้งระดับชั้น หากมีจำนวนผู้เรียนต่ำกว่าเกณฑ์ติดต่อกัน ๓ ปีการศึกษา
  • การเลิกโรงเรียน: ดำเนินการได้ใน ๓ กรณี คือ
    1. ไม่มีผู้เรียน หรือผู้เรียนลดลงจนไม่สามารถจัดการศึกษาได้
    2. ไม่มีการเรียนการสอนติดต่อกัน ๓ ปีการศึกษา
    3. โรงเรียนสาขาที่ต้องไปรวมกับโรงเรียนหลัก

๒. ขั้นตอนและวิธีปฏิบัติทางธุรการ กระบวนการยุบ รวม หรือเลิก ต้องผ่านการกลั่นกรองและวางแผนอย่างรัดกุม เพื่อลดผลกระทบต่อผู้เรียนและบุคลากร โดยมีขั้นตอนสำคัญ ๓ ระยะ:

ระยะที่ ๑: การริเริ่มและจัดทำแผน

  • ผู้เสนอเรื่อง: เจ้าสำนักหรือผู้บริหารสถานศึกษา มีหน้าที่เสนอเรื่องเมื่อเข้าเกณฑ์ (หากเพิกเฉย เจ้าคณะผู้ปกครองระดับจังหวัด/กทม. มีอำนาจพิจารณาสั่งการ)
  • การจัดทำ “แผนการรวมหรือเลิก”: สถานศึกษาต้องจัดทำแผนรองรับที่ครอบคลุม ๔ ด้านหลัก ได้แก่ ๑) การบริหารบุคลากร ๒) การจัดการงบประมาณ ๓) การจัดการทรัพย์สิน และ ๔) การเก็บรักษาเอกสารสำคัญ
  • มาตรการเยียวยา: ในกรณีโรงเรียนสามัญศึกษา ต้องระบุแผนการช่วยเหลือผู้เรียนอย่างชัดเจน และต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (ผู้เรียน, ผู้ปกครอง, คณะกรรมการสถานศึกษา) ก่อนการยุบชั้นเรียน

ระยะที่ ๒: การพิจารณาตามลำดับสายงาน เสนอแผนและคำร้องขอไปยังผู้บังคับบัญชาตามลำดับ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ได้แก่ แม่กองบาลีสนามหลวง, แม่กองธรรมสนามหลวง หรือประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา (แล้วแต่กรณีสังกัด)

ระยะที่ ๓: การอนุมัติและประกาศ เสนอเรื่องต่อ คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม (กศป.) เพื่อพิจารณาอนุมัติขั้นสุดท้าย เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะออก “ประกาศการรวมหรือเลิกสถานศึกษา” ภายใน ๓๐ วัน พร้อมแจ้งมหาเถรสมาคมรับทราบ

๓. นิติวิธีในการจัดการทรัพย์สิน เมื่อสถานศึกษาสิ้นสภาพลง จะต้องเข้าสู่กระบวนการชำระบัญชีและจัดการทรัพย์สินตามกฎหมายใหม่ ดังนี้:

  • อสังหาริมทรัพย์ (ที่ดิน/อาคาร): ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ “วัด” อันเป็นที่ตั้งของสถานศึกษานั้นทันที
  • สังหาริมทรัพย์ (ครุภัณฑ์/อุปกรณ์): ให้อยู่ในดุลยพินิจของ คณะกรรมการ (กศป.) พิจารณาดำเนินการจัดสรรให้เกิดประโยชน์สูงสุด (จากเดิมที่เป็นอำนาจของเจ้าคณะจังหวัด)

บทสรุป การยุบ รวม หรือเลิกสถานศึกษา มิใช่เพียงการปิดกิจการ แต่เป็นการบริหารจัดการทรัพยากรการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ ผู้บริหารจึงต้องตระหนักถึงความสำคัญของการ “จัดทำแผนรองรับ” โดยเฉพาะการดูแลผู้เรียนและทรัพย์สินของแผ่นดินให้เป็นไปตามระเบียบที่ กศป. กำหนดอย่างเคร่งครัด

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *