การยกระดับมาตรฐานการจัดตั้งและบริหารสถานศึกษาพระปริยัติธรรม: สาระสำคัญแห่งข้อบังคับ กศป. พ.ศ. ๒๕๖๗
การประกาศใช้ “ข้อบังคับคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม ว่าด้วยการจัดตั้งสถานศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๗” ถือเป็นนวัตกรรมทางกฎหมายที่สำคัญยิ่ง ภายใต้กรอบอำนาจของพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒
ข้อบังคับฉบับนี้มิได้เพียงแค่เข้ามาแทนที่กฎเกณฑ์เดิมของมหาเถรสมาคม แต่ยังทำหน้าที่วางรากฐาน “มาตรฐานเชิงโครงสร้าง” (Structural Standards) ให้แก่ระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย โดยมุ่งเน้นความเป็นนิติรัฐ ความโปร่งใส และประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากร เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทการศึกษาของชาติ บทความนี้จะสรุปสาระสำคัญของการเปลี่ยนแปลงใน ๓ มิติหลัก ดังนี้
๑. การกำหนดเกณฑ์มาตรฐานและเงื่อนไขเชิงคุณภาพ (Standardization)
ข้อบังคับ พ.ศ. ๒๕๖๗ ได้บัญญัติหลักเกณฑ์การจัดตั้งสถานศึกษาให้มีความรัดกุมยิ่งขึ้น โดยจำแนกตามประเภทของสถานศึกษา ดังนี้:
๑.๑ กลุ่มสำนักเรียนและสำนักศาสนศึกษา (แผนกธรรม-บาลี)
การจัดตั้งสถานศึกษาในกลุ่มนี้ต้องยึดโยงกับ “ความพร้อมเชิงประจักษ์” ของวัดต้นสังกัด:
- สถานะทางนิตินัย: ต้องเป็นวัดที่ตั้งขึ้นโดยถูกต้องตามกฎหมาย
- ความพร้อมของทรัพยากร: มีความพร้อมด้านบุคลากร (ครูสอน/เจ้าหน้าที่) และอาคารสถานที่ที่เอื้อต่อการเรียนรู้
- เกณฑ์ปริมาณ: ต้องมีผู้เรียนขั้นต่ำ ไม่น้อยกว่า ๑๕ รูป
- เกณฑ์ประสบการณ์ (เฉพาะสำนักเรียน): สำหรับการขอจัดตั้งเป็น “สำนักเรียน” (จัดการศึกษาแผนกบาลี) ต้องมีประวัติการจัดการเรียนการสอนมาแล้ว ไม่น้อยกว่า ๒ ปี เพื่อประกันความยั่งยืน
๑.๒ กลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม (แผนกสามัญศึกษา)
มีการกำหนดเกณฑ์เชิงปริมาณและภูมิศาสตร์ที่เข้มงวดเพื่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ:
- เกณฑ์จำนวนผู้เรียน: ระดับ ม.ต้น ต้องมีไม่น้อยกว่า ๓๐ รูป และระดับ ม.ปลาย ไม่น้อยกว่า ๒๕ รูป
- เกณฑ์ระยะทาง: ที่ตั้งต้องอยู่ห่างจากโรงเรียนในสังกัดเดียวกัน ไม่น้อยกว่า ๒๐ กิโลเมตร (เว้นแต่มีเหตุผลความจำเป็นพิเศษที่ กศป. เห็นชอบ)

๒. กระบวนการอนุมัติและลำดับชั้นการพิจารณา (Approval Process)
ระบบใหม่ได้วางโครงสร้างการกลั่นกรองและอนุมัติที่มีความชัดเจนตามลำดับชั้นการปกครอง:
| ประเภทสถานศึกษา | หน่วยงานกลั่นกรอง | ผู้มีอำนาจอนุมัติขั้นสุดท้าย |
| สำนักเรียน / สำนักศาสนศึกษา | แม่กองธรรม/บาลี $\rightarrow$ กศป. | มหาเถรสมาคม (มส.) |
| โรงเรียน (สามัญศึกษา) | เจ้าคณะผู้ปกครอง $\rightarrow$ ประธานกลุ่มโรงเรียนฯ | คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม (กศป.) |
หมายเหตุ: เมื่อผ่านการอนุมัติแล้ว สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมีหน้าที่ประกาศจัดตั้งอย่างเป็นทางการภายใน ๓๐ วัน
๓. นิติวิธีในการยุติการดำเนินงานและการจัดการทรัพย์สิน (Exit Strategy)
ข้อบังคับฉบับนี้ให้ความสำคัญกับมาตรการควบคุมคุณภาพ ในกรณีที่สถานศึกษาไม่สามารถดำรงมาตรฐานได้:
๓.๑ หลักเกณฑ์การยุบหรือเลิกสถานศึกษา
- การยุบชั้นเรียน: หากโรงเรียนมีจำนวนผู้เรียนต่ำกว่าเกณฑ์ติดต่อกัน ๓ ปีการศึกษา อาจถูกพิจารณายุบชั้นเรียน
- การเลิกสถานศึกษา: หากไม่สามารถดำเนินกิจการต่อได้ ต้องจัดทำ “แผนการรวมหรือเลิก” ซึ่งครอบคลุมการบริหารจัดการ ๔ ด้านหลัก ได้แก่ บุคลากร, งบประมาณ, ทรัพย์สิน และเอกสารสำคัญ
๓.๒ การชำระบัญชีและจัดการทรัพย์สิน
เมื่อสถานศึกษาสิ้นสภาพลง กฎหมายกำหนดแนวทางการจัดการทรัพย์สินไว้อย่างชัดเจนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของศาสนสมบัติ:
- อสังหาริมทรัพย์ (ที่ดิน/อาคาร): ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ “วัด” ที่เป็นที่ตั้งสถานศึกษา
- สังหาริมทรัพย์ (ครุภัณฑ์/อุปกรณ์): ให้อยู่ในดุลยพินิจของ คณะกรรมการ (กศป.) พิจารณาจัดสรรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
บทสรุป
ข้อบังคับ กศป. พ.ศ. ๒๕๖๗ นับเป็นก้าวย่างสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาพระปริยัติธรรมสู่ความเป็นมาตรฐานสากล การกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจนทั้งขาเข้า (การจัดตั้ง) และขาออก (การยุบเลิก) จะช่วยคัดกรองให้เหลือเพียงสถานศึกษาที่มีคุณภาพและศักยภาพที่แท้จริง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการบริหารงบประมาณแผ่นดินและการสร้างศาสนทายาทที่มีคุณภาพสืบไป

