ประวัตินักธรรม ตอนที่ ๖: กำเนิดนักธรรมชั้นโท (พ.ศ. ๒๔๕๙)

การศึกษานักธรรม ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๕ นั้นได้รับความนิยมและแพร่หลายไปในหมู่ภิกษุสามเณรอย่างรวดเร็ว ทั้งในกรุงเทพฯ และในหัวเมืองมณฑลต่าง ๆ มีการเรียนการสอบกันอย่างกว้างขวาง ทายกทายิกาในถิ่นนั้น ๆ ก็พลอยยินดีและให้ความอุปถัมภ์บำรุงการสอบนักธรรมกันอย่างครึกครื้น บางแห่งทายกทายิกามาประชุมดูการเรียนการสอบนักธรรมกันอย่างเนืองแน่น

ถึง พ.ศ. ๒๔๕๙ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงพระดำริว่า

“บัดนี้ประโยคนักธรรมชั้นตรีภูมินวกะ สำหรับภิกษุใหม่หย่อน ๕ พรรษา จัดขึ้นสำเร็จแล้ว การเรียนชั้นนี้แพร่หลาย เป็นพื้นวัดที่เป็นสำนักเรียนใหญ่ ๆ แล้ว สมควรจะจัดประโยคนักธรรมชั้นโทภูมิมัชฌิมะ สำหรับภิกษุปานกลางพ้นพรรษา ๕ แล้ว แต่ยังไม่ถึง ๑๐ พรรษาในลำดับไป”

หลักสูตรนักธรรมชั้นโท

จึงกำหนดตั้งหลักสูตรนักธรรมชั้นโทภูมิมัชฌิมะไว้ดังนี้

๑. เรียงความแก้กระทู้ธรรม ชักภาษิตในที่อื่นมาอ้างไว้ด้วย ต้องเชื่อมความกันให้สนิท ๒. แก้ปัญหาธรรมวิภาคพิสดารออกไป ๓. แก้ปัญหาอนุพุทธประวัติ คือตำนานแห่งสาวก ๔. แก้ปัญหาวินัยบัญญัติพิสดารออกไป (แถลงการณ์คณะสงฆ์ เล่ม ๔ พ.ศ. ๒๔๕๙ หน้า ๔๖๖.)

ในขณะที่ตั้งหลักสูตรนักธรรมชั้นโทนั้น หนังสือสำหรับหลักสูตรบางเรื่องยังทรงแต่งไม่เสร็จ จึงใช้หนังสือต่าง ๆ เป็นหลักสูตร ดังนี้

  • หนังสือพุทธศาสนสุภาษิต สำหรับเรียงความแก้กระทู้ธรรม
  • หนังสือธรรมวิภาคปริจเฉทที่ ๒ สำหรับปัญหาธรรมวิภาค
  • หนังสือพุทธานุพุทธประวัติ ตอนกล่าวประวัติพระสาวก สำหรับปัญหาอนุพุทธประวัติ
  • หนังสือวินัยมุขเล่ม ๒ สำหรับปัญหาวินัยบัญญัติ

การเริ่มสอบและการขยายสนามสอบ

นักธรรมชั้นโท สอบครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ และทรงกำหนดว่า เปรียญธรรมชั้นตรี (ประโยค ๓) จะเข้าสอบบาลีประโยค ๔ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๐ เป็นต้นไป ต้องสอบองค์นักธรรมชั้นโท คือเรียงความแก้กระทู้ธรรมกับธรรมวิภาคได้ก่อน และเมื่อจะสอบบาลีประโยค ๕ จะต้องสอบอนุพุทธประวัติและวินัยบัญญัติได้ก่อน ถ้าเป็นสามเณรยกวินัยบัญญัติไว้ก่อนจนกว่าจะอุปสมบทแล้ว จึงสอบวินัยบัญญัติ (เล่มเดียวกัน, หน้า ๔๖๘.)

ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๑ เป็นต้นไป ทรงพระอนุญาตให้สอบนักธรรมชั้นตรีในสำนักเรียนใหญ่ ๆ ในกรุงเทพฯ ตลอดถึงในสนามมณฑลด้วย โดยกำหนดให้มีกรรมการสนามหลวง ๓ รูป ไปดำเนินการสอบร่วมกับกรรมการประจำสำนักเรียนที่ได้รับแต่งตั้งจากสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ข้อสอบในแต่ละสนาม ให้กรรมการจากสนามหลวง ๓ รูปเป็นผู้ออก กรรมการประจำสำนักเรียนจะร่วมออกข้อสอบด้วยก็ได้ และให้ออกข้อสอบได้รูปละไม่เกิน ๑ วิชา ผู้สอบได้ในสนามวัดและสนามมณฑลดังกล่าวนี้ ถือว่าเป็นนักธรรมสนามหลวงเช่นกัน และอนุญาตให้เข้าสอบนักธรรมชั้นโทต่อไปได้ (แถลงการณ์คณะสงฆ์ เล่ม ๕ พ.ศ. ๒๔๖๐ หน้า ๓๔๘.)

และตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๑ เป็นต้นไป อนุญาตให้สามเณรสอบวินัยบัญญัติไปพร้อมกันได้ทั้งในนักธรรมชั้นตรี และในนักธรรมชั้นโท แต่จำแต่ยังจำกัดอายุสามเณรผู้จะสอบนักธรรมอยู่ว่าต้อง ๑๙ ปีขึ้นไป (เล่มเดียวกัน, หน้า ๓๕๐.) (แต่ไม่จำกัดอายุสำหรับสามเณรที่เข้าสอบบาลี)


ข้อแนะนำพระราชทานเกี่ยวกับนักธรรมชั้นโท

โดยที่ทรงเห็นว่า นักธรรมชั้นโทต้องศึกษาในเรื่องของธรรม ตำนาน (คืออนุพุทธประวัติ) วินัยบัญญัติ รวมทั้งการเรียงความแก้กระทู้ธรรม ละเอียดลุ่มลึกขึ้นยิ่งกว่านักธรรมชั้นตรี ซึ่งอาจจะไม่เป็นที่เข้าใจในการเรียนการสอบ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ จึงได้ทรงประทานพระอธิบายแนะนำ ในวิธีการเรียนการสอบ สำหรับทั้งครูและกรรมการผู้สอบ และสำหรับนักเรียนผู้จะต้องสอบ ไว้อย่างละเอียด

ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการเรียนการสอบตามภูมิชั้นแห่งการศึกษานักธรรมอย่างแท้จริง นอกจากนี้ พระอธิบายแนะนำดังกล่าวนี้ ยังแสดงให้เห็นแนวพระดำริในการศึกษาธรรมวินัยว่า ควรสังเกตศึกษา และควรทำความเข้าใจในประเด็นใด ในแง่มุมใดบ้าง จึงจะทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ ได้อย่างถ่องแท้ จึงนับว่าเป็นพระอธิบายแนะนำที่มีประโยชน์ไม่เฉพาะแก่ผู้ศึกษานักธรรมเท่านั้น ฉะนั้น จึงได้นำมาบันทึกไว้ในที่นี้ด้วย ดังนี้

คำแนะนำหัวข้อแต่งปัญหาธรรมวิภาค

(ประมวลพระนิพนธ์ฯ การศึกษา. หน้า ๓๘๕.)

๑. ให้รู้จักถือเอาความเข้าใจข้อธรรมอันย่อ เช่น อัตตสัมมาปณิธิ ทำอย่างไรเรียกว่าตั้งตนไว้ชอบ ๒. ให้รู้จักสังเกตว่าธรรมชื่อนั้น เช่น ศรัทธา วิริยะ ปัญญา มาในประเภทแห่งธรรมชื่ออะไรบ้าง ๓. ให้รู้จักสังเกตศัพท์ว่า ศัพท์นั้นเป็นชื่อแห่งธรรมอย่างนั้นบ้าง เช่น อินทรีย์เป็นชื่อของทวารมีจักษุเป็นต้นก็มี เป็นชื่อของธรรมมีศรัทธาเป็นต้นก็มี ๔. ให้รู้จักสันนิษฐานว่า ธรรมนั้นได้ชื่ออย่างนั้น เพราะอรรถอย่างไร เช่น ธรรมได้ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ในกิจของตน ๆ ๕. ให้รู้จักสังเกตว่า ธรรมชื่อเดียวเรียกเป็นหลายอย่างก็มี เช่นจักษุ เรียกว่าอายตนะภายในก็ได้ เรียกว่าอินทรีย์ก็ได้ เรียกว่าทวารก็ได้ ๖. ให้รู้จักใช้ความจำ เช่น ถามถึงประเภทธรรมชื่อนั้น มีเท่าไร อะไรบ้าง และยกขึ้นแต่ลำดับข้อ เช่น อปริหานิยธรรมข้อ ๔ อย่างไร จึงเป็นที่ตั้งแห่งความเจริญ ๗. ให้รู้จักถือเอาความตรงกันข้าม เช่น ทางชอบมีแล้ว อย่างไร เป็นความผิด ๘. ให้รู้จักวางบทตัดสิน เช่น การบนต่อวัตถุศักดิ์สิทธิ์ ในพระพุทธศาสนาอนุมัติหรือไม่ มีธรรมข้ออะไรเป็นเครื่องอ้าง ๙. ให้รู้จักสันนิษฐานความให้เข้าหลัก เช่น ปฏิรูปเทศในจักร ๔ อาจอธิบายไปได้หลายทาง แต่ในที่นี้ มีสัปปริสูปสังเสโวอยู่ในลำดับ แก้ว่าประเทศมีสัตบุรุษอยู่ เป็นปฏิรูปเทศ ๑๐. ให้รู้จักโยงข้อธรรมในประเภทเดียวกันให้เนื่องถึงกัน เช่น วุฒิ ๔ เป็นอาทิ ๑๑. ให้รู้จักลักษณะต่างแห่งธรรมอันแม้นกัน เช่น สติกับสัมปชัญญะ

คำแนะนำหัวข้อแต่งปัญหาวินัยบัญญัติ

(เล่มเดียวกัน, หน้า ๓๘๖.)

๑. ให้รู้จักสังเกตคำถามว่า ระบุลักษณะมีเจตนาเป็นต้น ชัดหรือเคลือบคลุม เช่น ถามว่าภิกษุดื่มน้ำมีตัวสัตว์ต้องอาบัติอะไร เช่นนี้เป็นคำถามอันเคลือบคลุม ไม่ได้ระบุเจตนา และไม่ได้ระบุชนิดสัตว์ อันจะปรับเป็นปาจิตติยได้ ต่อเมื่อได้ความว่าเป็นสัตว์ที่อาศัยน้ำ และภิกษุรู้อยู่ว่าในน้ำนั้นมีสัตว์ชนิดนั้น ๒. ให้รู้จักเทียบเคียงสิกขาบทอันละม้ายกัน มีอนิยตะสองเป็นตัวอย่าง ๓. ให้รู้จักสังเกตว่า การบางอย่าง เป็นวัตถุแห่งอาบัติหลายชนิด เช่น มุสาวาทเป็นตัวอย่าง 4. ให้รู้จักสังเกตว่า บางสิ่งบางอย่าง กล่าวในหลายสิกขาบท เช่น การทำจีวร เป็นเหตุให้ได้รับยกเว้นต่าง ๆ ๕. ให้รู้จักใช้ความจำ เช่น ลำดับแห่งสิกขาบทเป็นต้น ๖. ให้รู้จักยันหลักของตนให้มั่น อย่าให้น้อมใจไปตามคำถาม ๗. ให้รู้จักวางบทตัดสิน ๘. ให้รู้จักสันนิษฐานความให้เข้าหลัก เช่น อย่างไรเป็นมุสาวาท อย่างไรเป็นฆ่าสัตว์ ๙. ให้รู้จักสันนิษฐานการทำว่าถึงที่สุดหรือยัง ๑๐. ให้รู้จักความมุ่งหมายเป็นเหตุบัญญัติสิกขาบท ๑๑. ให้รู้จักกำหนดสิกขาบทอันยังเป็นสมมุ่งหมาย หรืออันกลายไปเสียแล้ว


คำแนะนำในการเรียงความแก้กระทู้ธรรม

(เล่มเดียวกัน, หน้า ๓๘๗.)

ต้องชักที่มาเชื่อมความให้สนิท อย่างน้อย ๓ แห่ง จากหนังสือต่างชื่อ ๆ หนังสือที่ชักมานั้น ไม่ต่างกันทั้งสามชื่อก็ได้ เป็นแต่อย่าอ้างหนังสือชื่อเดียวซ้ำติด ๆ ติดกันทั้ง ๓ หน หรือ ๒ หน ถ้าจักอ้างหนังสือซ้ำชื่อ ต้องอ้างสลับชื่อ เช่น อ้างพุทธศาสนสุภาษิตแล้ว ต้องอ้างอื่น ต่างว่าอรรถกถาธรรมบท แต่นั้น จึงอ้างพุทธศาสนสุภาษิตได้อีก

คำแนะนำในวินัยบัญญัติ (สำหรับผู้ตอบ)

(เล่มเดียวกัน, หน้า ๓๗๙.)

๑. พึงพิจารณาคำในสิกขาบท และทุกข์เข้าใจความแห่งคำนั้น เช่นคำว่า อวดอุตตริมนุสสธรรม พูดปด ฆ่าสัตว์ คำเหล่านี้ บางคำก็บ่งเจตนาอยู่ในตัว บางคำก็ไม่บ่น ๒. พึงรู้ความประสบแห่งการตั้งสิกขาบท เช่น ห้ามพูดมุสา ห้ามปิดหรือเปิดอาบัติ ห้ามไม่ให้เทน้ำมีตัวสัตว์ลงดินหรือหญ้า ๓. พึงกำหนดเจตนา สิกขาบทบางอย่างต่อมีเจตนาและทำฝ่าฝืน จึงเป็นอันล่วง สิกขาบทบางอย่างไม่บ่งเจตนา เช่นนี้สักว่าทำ ก็เป็นอันล่วง เจตนาจะพึงกำหนดรู้ด้วยคำว่า แกล้งรู้อยู่เป็นต้น บางคำก็บ่งเจตนาอยู่ในตัวเช่นพูดปด บางคำไม่บ่งเช่นดื่ม. พึงกำหนดองค์ของสิกขาบทว่ามีเท่าไรและอย่างไรบ้าง เช่น อทินนาทานวัตถุอันมีราคา ๕ มาสก เป็นองค์ของปาราชิก ขอจีวรต่อคฤหัสถ์ อันเป็นปาจิตตีย์ คฤหัสถ์นั้นไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่ปวารณา ไม่มีสมัย ไม่ลาภิกษุเข้าบ้านในวิกาล เฉพาะภิกษุมีในอาราม และไม่มีกิจรีบ ๕. พึงเทียบสิกขาบทอันมีความคล้ายคลึงกันเช่นสังฆาทิเสสที่ ๖ กับที่ ๗ โภชนวรรคที่ ๙ แห่งปาจิตีย์ และโภชนปฏิสังยุตต์ที่ ๑๑ แห่งเสขิยวัตรและรโหนิสัชชะ ๒ ที่ ๔ ที่ ๕ แห่งอเจลกวรรค ปาจิตตีย์ นี้รู้ได้ด้วยเทียบเคียง ๖. พึงสังเกตสิกขาบทที่น่าเห็นว่าแย้งกัน เช่น จีวรวรรคที่ ๑ กับที่ ๓ แห่งนิสสัคคีย์และมุสาวาทวรรคที่ ๙ กับสัปปาณวรรคที่ ๔ ๗. พึงใส่ใจลำดับแห่งสิกขาบท และหัวข้อแห่งประเภทต่าง ๆ เช่น โภชนะ ๕ อธิกรณ ๔ ไม่เช่นนั้นมักจำไม่ได้ครบ ตกหล่นในระหว่าง ๆ และนึกถึงไม่คล่อง ๘. พึงอ่านหนังสืออื่นที่อธิบายความกว้างออกไป เช่น บุพพสิกขาวัณณนา เพื่อจะได้ความรู้เข้ามาประกอบ ๙. พึงรู้จักใคร่ครวญถึงข้ออันภิกษุทำ ถ้าไม่ครบองค์เป็นเหตุต้องอาบัติเต็มที่ แต่ไม่พ้นไปได้ด้วยประการทั้งปวง เช่นนี้ต้องอาบัติลดลงมา เป็นส่วนบุพพประโยคบ้าง ส่วนวัตถุบ้าง จะพึงรู้ได้ด้วยอ่านหนังสืออื่น หรือได้ฟังอธิบาย ๑๐. ปัญหาที่ผูกขึ้นถามนั้น หมายจะให้ผู้เรียนมีความฉลาดไหวพริบรู้จักสังเกต จึงเป็นปัญหาต่างชนิดกล่าวข้อความเต็มบริบูรณ์ก็มี กล่าวความบกพร่องก็มี พึงพิจารณาตามหลัก ดังนี้

  • ก. ให้เข้าใจเนื้อความแห่งปัญหาก่อน ถ้าเข้าใจผิด ตอบย่อมผิดตาม
  • ข. ให้รู้ว่าเป็นปัญหาบริบูรณ์ หรือบกพร่องแล้ว ตอบโดยฐานะ
  • ค. ปัญหาบางข้อ ถามโดยทางอ้อม เช่น ภิกษุเดินผ่านแถวทหารอันฝึกหัดและเหลียวดู เช่นนี้ไม่เป็นอาบัติเพราะอเจลกวรรคที่ ๑๐ แต่เป็นอาบัติเพราะไม่ทอดจักษุ เป็นตัวอย่าง ๑๑. พึงรู้จักความล่วงอันเดียว แต่เป็นเหตุต้องอาบัติหลายชนิด เช่นพูดมุสา เป็นตัวอย่าง

คำแนะนำในธรรมวิภาค (สำหรับผู้ตอบ)

(เล่มเดียวกัน, หน้า ๓๘๒.)

๑. พึงรู้จักความแห่งคำที่เรียกทับศัพท์ ตลอดถึงชื่อแห่งข้อและหมวดธรรม เช่น นิวรณ์ อคติ เบญจขันธ์เป็นต้น และเช่น อัตตสัมมาปณิธิ บุพเพกตปุญญตา จักร ๔ พละ ๕ เป็นต้น เพราะเกื้อกูลแก่การฟังเข้าใจ การจำเป็นหลัก และการเรียกสะดวก ๒. พึงรู้ความประสงค์แห่งการแสดงข้อธรรมเหล่านั้น เช่น ภยาคติ อัตตสัมมาปณิธิ โลกธรรม เป็นต้น ๓. พึงรู้จักอนุโลมข้อธรรมที่แก้ไว้สูง พึงรู้จักผ่อนให้ต่ำลงมา เช่น สัมมาสมาธิ ที่แก้ว่า เจริญฌาน ๑ ที่แก้ไว้ต่ำ พึงรู้จักเขยิบขึ้นให้สูง เช่น อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษาทรัพย์ ๔. พึงรู้จักถือเอาความแห่งข้อหนึ่ง เพราะมีข้ออื่นบ่ง เช่นปฏิรูปเทศ เป็นตัวอย่าง ๕. พึงรู้จักศัพท์อันเดียวแต่หมายความต่าง ๆ เช่น อินทริยและจาคะ เป็นต้น ๖. พึงกำหนดข้อธรรมอันเดียวแต่มาในหมวดต่าง ๆ หลายหมวด เช่น ศรัทธาและปัญญาเป็นตัวอย่าง ๗. พึงเข้าใจเรียงธรรมบางหมวดให้เกี่ยวเนื่องเป็นเหตุและผลของกัน เช่น วุฒิ ๔ จักร ๔ โพชฌงค์ ๗ เป็นตัวอย่าง ๘. พึงเทียบหมวดธรรมอันละม้ายคล้ายคลึงกัน เช่น อริยทรัพย์ และสัปปุริสธรรมเป็นตัวอย่าง ๙. พึงเทียบธรรมที่เห็นว่าแย้งกัน เช่น คณสังคณิกาและหมั่นประชุม ๑๐. พึงรู้จักอรรถที่ตรงกันข้าม ที่เรียกว่าฝ่ายขาวฝ่ายดำ เช่น องค์แห่งมรรค ๘ เป็นฝ่ายขาว คือส่วนดี พึงรู้จักองค์อันเป็นฝ่ายดำ คือส่วนชั่ว ดุจเดียวกัน มละ ๙ เป็นฝ่ายดำ พึงรู้จักฝ่ายขาวด้วย ๑๑. พึงรู้จักความกว้างความแคบ เช่น สิกขาและสิกขาบท สังขาร และเวทนา เป็นตัวอย่าง ๑๒. พึงรู้จักย่นข้อธรรมอันมากให้น้อย เช่น นามขันธ์ และโลกธรรมเป็นตัวอย่าง ๑๓. พึงรู้จักศัพท์อันมีความเป็นอันเดียวกัน เช่น บุญ กุศล สุจริต และบาป อกุศล ทุจริต และเหตุ ปัจจัย มูล เป็นตัวอย่าง ๑๔. พึงอ่านหนังสือต่าง ๆ เช่น พุทธสมัยและวรรณนาเป็นต้น เพื่อได้ความรู้เข้ามาประกอบ ๑๕. พึงใส่ใจลำดับแห่งข้อธรรมและหมวดธรรม นี้เป็นอุปการะแก่การจำแม่นไม่ตกหล่น และนึกถึงได้คล่อง ๆ ๑๖. พึงพิจารณาปัญหาและตอบตามหลัก ดังต่อไปนี้

  • ก. พึงเข้าใจแห่งปัญหาก่อน ถ้าเข้าใจผิด ตอบย่อมผิดตาม
  • ข. ถ้าเป็นปัญหาถามเพื่อสอบความจำ พึงตอบตามแบบให้บริบูรณ์ เป็นแต่ประกอบคำตอบให้สมรูปปัญหา
  • ค. ถ้าเป็นปัญหาให้ออกความคิด พึงตอบตามความเห็นของตน
  • ฆ. ถ้าเป็นปัญหาจะให้ตอบตามหลัก เช่น ถามถึงลักษณะสัตบุรุษ พึงตอบอาศัยสัตบุรุษธรรมเป็นตัวอย่าง

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *