แฟ้มธรรม ตอนที่ ๑ คุณรู้หรือไม่? การสอบนักธรรมที่เราเห็นกันทุกวันนี้ มีจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่งมาจาก “การเกณฑ์ทหาร”
ย้อนกลับไปเมื่อกว่า ๑๐๐ ปีก่อน (พ.ศ. ๒๔๕๔) รัฐบาลสยามออกกฎหมายเกณฑ์ทหาร โดยยกเว้นให้ “พระภิกษุ” แต่สำหรับ “สามเณร” นั้น ต้องเป็นผู้ “รู้ธรรม” เท่านั้นถึงจะได้รับการยกเว้น …คำถามใหญ่จึงตกมาอยู่ที่คณะสงฆ์ว่า “แค่ไหนถึงเรียกว่ารู้ธรรม?”
นี่คือบันทึกการประชุมคณะสงฆ์ครั้งประวัติศาสตร์ ที่เผยให้เห็นวิสัยทัศน์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ และพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ในการวางรากฐานการศึกษา เพื่อคัดกรองบุคลากรที่มีคุณภาพไว้สืบต่อพระศาสนา

เพื่อให้เข้าใจบริบทได้ง่ายขึ้น เราได้สรุปการประชุมในวันนั้นออกมาเป็นบทสนทนาภาษาปัจจุบัน ดังนี้:
📅 วันที่: ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๔ (ร.ศ. ๑๓๐) 📍 สถานที่: ที่ประชุมเถรสมาคม
สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ (ประธานในที่ประชุม): “วันนี้เชิญทุกท่านมาหารือเรื่องสำคัญ รัฐบาลเขาออก พ.ร.บ.เกณฑ์ทหาร เขาจะยกเว้นให้เฉพาะ ‘เณรที่รู้ธรรม’ ทางกระทรวงธรรมการเขาให้เราช่วยกำหนดเกณฑ์หน่อยว่า เณรแบบไหนที่ควรเก็บไว้ เณรแบบไหนที่ควรปล่อยไปเป็นทหาร… เราต้องยอมรับความจริงนะว่า บ้านเมืองต้องมีคนทำหน้าที่ ทั้งพระที่สอนคน และทหารที่ป้องกันประเทศ จะให้ทุกคนมาบวชหมดก็ไม่ได้ หรือจะเป็นทหารหมดก็ไม่ได้”
สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ (กล่าวต่อ): “หลักการคือ เราจะคัดเลือกคนแบบไหนไว้เพื่อทำประโยชน์ให้ศาสนา? จากรายงานหัวเมือง ส่วนใหญ่บอกว่าเณรไม่ค่อยทำประโยชน์ บางรูปพอถึงเวลาก็สึกไปเอง… เอาล่ะ ในกรุงเทพฯ เราจะเอายังไงกันดี?”
กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์: “ผมเสนอว่า ควรเป็นเณรที่สอบได้เปรียญธรรมประโยค ๑ ขึ้นไปครับ”
สมเด็จพระวันรัต & พระธรรมวโรดม: “เห็นด้วยครับ ควรเป็นเณรที่แปลบาลีได้ และต้องมีความรู้วินัยสงฆ์ด้วย”
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์: “ผมมองว่าแค่เป็นผู้ประพฤติดี ปฏิบัติดี ก็น่าจะพอนะครับ”
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์: “ผมไม่กำหนดครับ ถ้าทางการเขาต้องการตัว ก็ให้สึกไปเป็นทหารเถอะ”
สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ (สรุปมติ): “ความเห็นหลากหลายดีครับ แต่ผมมองว่าถ้าเอาแค่รู้ธรรมงูๆ ปลาๆ มันอ่อนไป หรือจะเอาบาลีจ๋าเลยก็ยากไปสำหรับเณรใหม่… เอาเป็นว่า ต้องเป็นเณรที่ตั้งใจเรียน และความรู้นั้นต้องใช้เวลาศึกษาไม่ต่ำกว่า ๒ ปี (ซึ่งคุ้มค่าพอกับเวลาที่ต้องไปเป็นทหาร)
สรุปคือ ถ้าเณรรูปไหนดูแล้วไม่มีประโยชน์ต่อศาสนา ถึงสึกไปเป็นทหารวัดก็ไม่เดือดร้อน ก็ให้สึกไปรับใช้ชาติเถอะ ส่วนใครที่มีแวว เป็นนักเรียน ก็ให้ยกเว้นไว้”
คลิกเพื่ออ่านบันทึกการประชุมฉบับเต็ม (ภาษาและตัวสะกดเดิม)
รายงานประชุมเถรสมาคม* เรื่องกำหนดองค์ของสามเณรผู้รู้ธรรม ครั้งที่ ๑
วันที่ ๑๒ มิถุนายน ร.ศ. ๑๓๐ เวลาบ่าย ๕ โมง ๑๘ นาที พระเถระทั้งหลายได้ประชุมเข้ากันเป็นเถรสมาคม
ผู้ประชุม สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระวันรัต สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ พระพิมลธรรม พระธรรมวโรดม พระธรรมโกษาจารย์ พระธรรมปาโมกข์ พระราชโมลี พระราชมุนี พระสาสนดิลก พระธรรมวิหารีเถรฯ
เนื้อความ: เมื่อพระเถระทั้งหลายได้ประชุมพร้อมกันเป็นคณะเถรสมาคมแล้ว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ตรัสนำขึ้นว่า ทรงเรียกประชุมวันนี้ เพื่อจะปฤกษากำหนดองค์ของสามเณรรู้ธรรม ฯ เมื่อ ศก ๑๒๔ ได้มีพระราชบัญญัติเกณฑ์ทหารในนั้นยกเว้นภิกษุทั่วไป แต่สามเณรยกเว้นโดยเอกเทศ เฉพาะแต่สามเณรรู้ธรรม ฯ การกำหนดองค์ของสามเณรรู้ธรรมนี้ เจ้าหน้าที่อื่น ๆ ขอให้กระทรวงธรรมการเป็นผู้กำหนด กระทรวงธรรมการก็จะต้องอาศัยพระช่วยกำหนดให้ จึงเชิญท่านทั้งหลายมาเพื่อจะให้ช่วยกันกำหนด ฯ
เราไม่มีอำนาจที่จะออกความเห็นวินิจฉัย พระราชบัญญัติ เมื่อตั้งขึ้นแล้ว เป็นน่าที่ของเราที่จะต้องอนุวัติตาม ประเพณีนี้ก็ได้มีเป็นอย่างมาในครั้งพระพุทธกาลแล้ว เช่นในมหาวรรควินัยว่า เมื่อภิกษุ กำลังทำอุโบสถก็ดี ทำปวารณาก็ดี ค้างอยู่ มีพระราชาจะมาจับภิกษุนั้น ที่แปลว่า ราชการจะเอาตัว ให้ขอผัดไว้ พอได้ทำกิจนั้นเสร็จก่อน ข้อนี้แปลว่าพระยอมอนุวัติราชการ ไม่ขัดขืน
แลคนที่จะตั้งอยู่เป็นหมวดหมู่กันได้ ที่เรียกว่าบ้านเมือง ต้องมีคนช่วยกันทำธุระหลายหน้าที่ กล่าวตามบาลี ต้องมีวรรณะทั้งสี่ คือ พวกขัตติยะ เป็นผู้ป้องกันอันตรายภายนอกภายใน พราหมณ์ เป็นผู้สอนให้คนมีความรู้แลความดี พวกเรานับเข้าอยู่ในหมวดนี้ เวสสะ เป็นผู้ทำของที่เกิดแต่ฝีมือ หรือรับของเหล่านั้นมาจำหน่าย เพื่อบำรุงสุขของประชาชน สุททะ เป็นผู้รับทำการงานของผู้อื่นด้วยแรง เพื่อความสะดวกของมหาชน แต่หน้าที่ของผู้ใด ผู้นั้นก็ต้องการจะทำให้เต็มที่ เช่นเราเป็นพวกพระ ก็ต้องการจะได้คนมาฝึกสอนอบรม ฝ่ายพวกทหาร ก็ต้องการจะได้คนเข้าเป็นทหาร แต่คนทั้งปวงจะเป็นพระหรือเป็นทหารทั้งนั้น ไม่เป็นอย่างอื่นเลยไม่ได้ ต้องแบ่งเป็นนั่นบ้าง เป็นนี่บ้าง ๆ
ข้อที่จะกำหนดองค์ของสามเณรรู้ธรรมนั้น ก็แปลว่า จะกำหนดว่า คนเช่นไรจะขอเอาไว้ คนเช่นไรจะยอมปล่อยให้เข้ารับราชการทหาร เบื้องต้นที่จะกำหนด ควรจะต้องไต่สวนถึงพวกสามเณรในหัวเมืองมณฑลก่อน ว่ามีประโยชน์อย่างไรแก่พระศาสนาบ้าง เจ้าคณะมณฑลทั้งหลายต่างแสดงความข้อนี้ คือ ในมณฑลจันทบุรี มีสามเณรมหานิกายเพียงรูปเดียว นอกจากนั้นมีแต่ในวัดจันทนารามซึ่งเป็นธรรมยุต ฯ ในมณฑลนครราชสีมามีสามเณร แต่เมื่อถึงกำหนดเรียกเข้าราชการทหารก็สึกออกไป เป็นธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว แลพระก็ไม่เสื่อม ฯ ในมณฑลนครชัยศรี มณฑลพายัพ มณฑลอุดร สามเณรหามีประโยชน์แก่พระศาสนาไม่ ฯ ในมณฑลนครสวรรค์กับมณฑลอีสาน เจ้าคณะมณฑลรับรองว่ามีประโยชน์ แต่ไล่เลี้ยงดูก็ไม่ได้ความชัดว่ามีประโยชน์อย่างไร แลให้กำหนดองค์ ก็กำหนดลงไม่พอที่จะเห็นว่าเป็นประโยชน์แท้ ส่วนมณฑลกรุงเทพฯ เจ้าคณะมณฑลถูกตำหนิ ถูกห้ามไม่ให้เข้าที่ประชุม มณฑลพิษณุโลก เจ้าคณะมณฑลไปส่งพระวรญาณมุนีที่พิษณุโลก มณฑลปาจีนกับมณฑลชุมพร เจ้าคณะมณฑลไปตรวจการยังไม่กลับ นอกจากนั้นเจ้าคณะมณฑลไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ ยังไม่ได้ถาม ฯ
สมเด็จกรมพระยาฯ ทรงปรึกษาองค์ของสามเณรในกรุงเทพฯ เองฯ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ ทรงเห็นควรจะเอาสามเณรที่ได้ตั้งแต่ประโยคหนึ่งขึ้นไป ฯ สมเด็จพระวันรัต พระธรรมวโรดม พระธรรมโกษาจารย์ พระธรรมปาโมกข์ เห็นว่าควรกำหนดเอาสามเณรผู้แปลมคธภาษาได้ถ้าเรียนไปอีกสักปี ๑ จะเป็นบาเรียนได้ แลต้องรู้ธรรม คือ สิกขาแลกิจวัตรของสามเณรด้วย ฯ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ต้องการจะแปลคำว่าสามเณรรู้ธรรม ว่าเป็นผู้รู้จักปฏิบัติดี ฯ พระพิมลธรรมเห็นสมควรกำหนดเอาผู้รู้สิกขาของสามเณรเท่านั้น ส่วนสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ไม่กำหนดอย่างหนึ่งอย่างใด เมื่อสามเณรต้องเรียก ก็ยอมให้เข้าราชการฯ
สมเด็จกรมพระยา ฯ ตรัสว่า ทรงเห็นควรเอาไว้แต่สามเณรที่จะเป็นคนเรียนรู้ แลทำประโยชน์ให้แก่พระศาสนาได้ การกำหนดต้องให้สมแก่นักเรียนอุดมศึกษา แลความรู้ต้องให้เวลาเรียนไม่ต่ำกว่า ๒ ปี ที่เป็นกำหนดเกณฑ์รับราชการ เพราะฉะนั้น ในส่วนรู้ภาษามคธทรงเห็นชอบตามที่พระเถระทั้งหลายกำหนดนั้น ส่วนรู้ธรรมเพียงแต่รู้ธรรมของสามเณร ทรงเห็นอ่อนไป แต่ยังทรงรู้สึกอยู่ว่า หลักสูตรที่วัดบวรนิเวศอยู่ข้างจะสูง แลเป็นกำหนดคราวแรก อ่อนไว้หน่อยก็ยังได้ ภายหลังจึงค่อยรัดเข้า ฯ
พระยาวิสุทธสุริยศักดิ์ทูลถามว่า ข้อที่ว่าความรู้ จวนเป็นบาเรียนได้นั้น จะกำหนดอย่างไร ตรัสว่าตั้งกรรมการสอบให้ผู้แปลเขียนให้ดู เมื่อกรรมการตรวจเห็นว่าใช้ได้ เอาเป็นมีความรู้ ฯ
ความเห็นที่ตกลงกันในที่ประชุม เถรสมาคม ดังนี้ : ๑. กำหนดองค์ของสามเณรรู้ธรรม ให้กำหนดตามสมควรแก่ความรู้ที่ต้องการในมณฑลนั้น ๆ มุ่งเอาประโยชน์พระศาสนาเป็นที่ตั้ง ฯ ๒. องค์ของสามเณรรู้ธรรมในกรุงเทพฯ นั้น รู้มคธภาษา กรรมการสอบเห็นว่าใช้ได้ รู้ธรรมของสามเณร ฯ ๓. สามเณรที่ไม่มีประโยชน์แก่พระศาสนา คือว่าแม้สึกเข้ารับราชการก็ไม่เป็นเหตุเสื่อมการข้างวัด เช่น ขาดคนเล่าเรียนจะหาคนมีความรู้ได้น้อย เมื่อต้องเรียก ก็ให้สึกเข้ารับราชการ ฯ
เลิกประชุมเวลาย่ำค่ำ ๒๖ นาที
(แถลงการณ์คณะสงฆ์ เล่ม ๑ พ.ศ. ๒๔๕๖. หน้า ๑๒๑-๑๒๖.)

