แฟ้มธรรม ตอนที่ ๑๑: กำเนิดระบบ “เฉลี่ยคะแนน” ยุค ๒๔๕๖ เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงปฏิวัติวิธีตรวจข้อสอบ
เคยสงสัยไหมว่า… ทำไมการสอบนักธรรมถึงมีการนำคะแนนทุกวิชามารวมกันแล้วหารเฉลี่ย? หากย้อนกลับไปเมื่อร้อยปีก่อน การสอบในสนามหลวงโหดหินกว่านี้มาก คือต้อง “ผ่านทุกวิชา” หากตกวิชาเดียวถือว่าตกหมด!
เอกสารประวัติศาสตร์ฉบับนี้ คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเล็งเห็นปัญหาว่า พระเณรบางรูปเก่งธรรมะแต่ไม่เก่งวินัย จึงทรงออก “พระดำรัสสั่ง” เพื่อใช้ระบบ “เอาวิชาที่เก่ง มาช่วยวิชาที่อ่อน”
สรุปกฎเหล็ก ๓ ข้อ: เปลี่ยน “สอบตก” ให้เป็น “สอบได้”
เพื่อให้เข้าใจง่าย เราขอถอดรหัสพระดำรัสสั่งปี ๒๔๕๖ ออกมาเป็นภาษายุคปัจจุบัน ดังนี้:
- 📌 ปัญหาเดิม: สอบแบบแยกรายวิชา ถ้าตกวิชาใดวิชาหนึ่ง คือ “สอบตกทันที” (แม้บางวิชาจะได้คะแนนเต็มก็ตาม)
- ✅ ทางแก้ใหม่: ใช้ระบบ “เฉลี่ยคะแนน” (Pooling Scores)
| เงื่อนไข | คำอธิบายแบบเข้าใจง่าย |
| ๑. คะแนนช่วยเพื่อน | ถ้ารวมคะแนนทุกวิชาแล้ว ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ (เช่น สอบ ๒ วิชา รวมได้ ๔ แต้ม) ให้ถือว่า “สอบผ่าน” แม้จะมีวิชาหนึ่งได้คะแนนน้อยกว่าเกณฑ์ก็ตาม |
| ๒. กฎห้ามศูนย์ | แต่มีข้อห้ามสำคัญ! คือ ห้ามได้ ๐ คะแนน (หรือเสียเต็ม ๓ คะแนน) ในวิชาใดวิชาหนึ่ง ถ้าทำไม่ได้เลยสักนิดเดียว จะหมดสิทธิ์นำคะแนนมาเฉลี่ย (ปรับตกทันที) |
| ๓. ใครได้สิทธิ์บ้าง | เริ่มใช้กับ นักธรรมชั้นตรี (ประโยค ๑) ก่อน ส่วนบาลียังสงวนสิทธิ์ไว้เฉพาะผู้ที่สอบนักธรรมโทได้แล้ว |
ตัวอย่างการคิดคะแนนในยุคนั้น
(สมมติคะแนนเต็มวิชาละ ๓ คะแนน เกณฑ์ผ่านคือ ๒ คะแนน)
- กรณีที่ ๑: รอดตัวหวุดหวิด (สอบ ๒ วิชา)
- กระทู้ธรรม: ได้ ๓ (เต็ม) 🌟
- ธรรมวิภาค: ได้ ๑ (เกือบตก) ⚠️
- ผลลัพธ์: ๓ + ๑ = ๔ คะแนน (ถึงเกณฑ์พอดี) -> สอบได้! ✅
- กรณีที่ ๒: ตกม้าตาย (สอบ ๒ วิชา)
- กระทู้ธรรม: ได้ ๓ (เต็ม) 🌟
- ธรรมวิภาค: ได้ ๐ (เสียเต็ม) ❌
- ผลลัพธ์: แม้รวมได้ ๓ แต่ผิดกฎข้อ “ห้ามศูนย์” -> สอบตก! ❌

📜 เอกสารจดหมายเหตุ: พระดำรัสสั่ง พ.ศ. ๒๔๕๖
(ด้านล่างนี้คือข้อความจากเอกสารต้นฉบับ เพื่อการศึกษาและอ้างอิง)
คลิกเพื่ออ่านเอกสารจดหมายเหตุ: พระดำรัสสั่ง พ.ศ. ๒๔๕๖
พระดำรัสสั่ง เรื่องเฉลี่ยคะแนนได้ตกสำหรับสอบความรู้ในสนามหลวง ที่ ๑/๒๔๕๖
คำนึงถึงภิกษุสามเณร ผู้เข้าสอบความรู้องค์นักธรรมในสนามหลวง เราเห็นว่ายังเสียเปรียบผู้เข้าสอบตามวัดอยู่ ผู้เข้าสอบตามวัด สอบได้เป็นอย่าง ๆ ครบกำหนดแล้ว ส่งมาขอให้สนามหลวงตรวจ เพื่อรับเป็นนักธรรมของสนามหลวงได้ ฝ่ายผู้เข้าสอบในสนามหลวงทีเดียว ความรู้ในประโยคอันเดียว ต้องได้ครบทุกอย่าง แม้ในสนามหลวงเองสอบประโยค ๒ สามเณรผู้ยังไม่ต้องสอบวินัย ยังได้เปรียบภิกษุอยู่
นอกจากนี้ ผู้เข้าสอบบางรูปมีความรู้ดีบางอย่าง กรรมการให้ครบ ๓ คะแนน ได้ชมว่าดีบ้างก็มี เมื่อตกความรู้อย่างอื่น ความรู้ที่ดีนั้นก็เป็นต้องตกไปตามกัน เอามาช่วยความรู้ที่หย่อนไม่ได้ มีประสงค์จะแก้ข้อบกพร่องเหล่านี้ จึงตั้งวิธีเฉลี่ยคะแนนได้ตกไว้ดังนี้ :
๑. คะแนนสำหรับความรู้อย่างหนึ่งเป็น ๓ ได้เพียง ๒ เป็นให้เฉพาะความรู้อย่างนั้น เสียตั้งแต่ ๒ เป็นไม่ให้ ในประโยคที่สอบความรู้กว่าอย่างหนึ่ง ให้รวมคะแนนได้ตกเฉลี่ยกันได้ เช่นในบัดนี้ องค์นักธรรมประโยค ๑ สอบความรู้ ๒ อย่าง คะแนนได้ตั้งแต่ ๔ ขึ้นไปถึง ๖ ต่างว่าแก้กระทู้ธรรมได้ ๓ คะแนน ตอบปัญหาธรรมวิภาคเสีย ๒ คะแนน ได้แต่เพียงคะแนนเดียว เช่นนี้ รวมทั้งประโยคคงได้ ๔ คะแนน เสีย ๒ คะแนน ประโยคนี้เป็นอันได้ อีกอย่างหนึ่ง ต่างว่าสอบรวมกันทั้ง ๒ ประโยค ความรู้ ๔ อย่าง คะแนนได้ตั้งแต่ ๘ ขึ้นไปถึง ๑๒ ต่างว่าแก้กระทู้ธรรมได้ ๒ คะแนน ตอบปัญหาธรรมวิภาคได้ ๓ คะแนน ตอบปัญหาวินัยได้ ๑ คะแนน ตอบปัญหาพุทธประวัติได้ ๒ คะแนน ทั้งประโยครวมเป็นได้ ๘ คะแนน เป็นใช้ได้
๒. สอบความรู้มากอย่างเข้า ความได้ประโยชน์เพราะเฉลี่ยคะแนนก็มากขึ้น อาจจะทำให้นักเรียนสะเพร่า ไม่เอาใจใส่ในความรู้บางอย่างได้ เช่น สอบความรู้ ๔ อย่างนั้น ได้ ๓ อย่าง ๆ ละ ๓ คะแนนเต็ม รวมเป็น ๙ เป็นเกณฑ์ได้อยู่แล้ว อาจจะทำสะเพร่าละเลยความรู้อีกอย่าง ๑ เสีย เพราะฉะนั้น ในประโยคใด เสียคะแนนเพราะความรู้อย่าง ๑ เต็ม ๓ เช่นนี้ จะเอาคะแนนสำหรับความรู้อย่างอื่น มาเฉลี่ยด้วยไม่ได้ ประโยคนั้นเป็นอันตก จะเฉลี่ยได้เพราะความรู้มีคะแนนได้อยู่ ๑
๓. ส่วนการสอบความรู้บาลี ของภิกษุสามเณรผู้สอบองค์นักธรรมประโยค ๒ สามัญได้แล้ว ให้ได้รับเฉลี่ยคะแนนตามนัยนั้น ส่วนของภิกษุสามเณรผู้สอบแต่ลำพังบาลี หรือได้องค์นักธรรมเพียงประโยค ๑ ยังไม่ให้ใช้วิธีเฉลี่ยคะแนน ให้ตรวจได้ตกเฉพาะประโยคไปก่อนกว่าจะได้จัดให้เข้ารูป
เมื่อได้ตั้งวิธีเฉลี่ยคะแนนได้ตกขึ้นเช่นนี้แล้ว จึงอนุญาตให้ภิกษุสามเณรผู้สอบองค์นักธรรมประโยค ๑ สามัญ ได้อย่าง ๑ ตกอย่าง ๑ แต่เฉลี่ยคะแนนได้เป็น ๔ ให้เป็นอันได้ประโยคนั้น
แจ้งความไว้ ณ วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๔๕๖
(ลงพระนาม) กรม-วชิรญาณวโรรส
(ที่มา: แถลงการณ์คณะสงฆ์ เล่ม ๑ พ.ศ. ๒๔๕๖. หน้า ๕๒๑-๕๒๓.)
บทส่งท้าย พระดำรัสสั่งฉบับนี้ แสดงให้เห็นถึงพระวิสัยทัศน์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ที่ทรงมีความยืดหยุ่น (Flexibility) ในการจัดการศึกษา ทรงมองเห็น “ศักยภาพรวม” ของผู้เรียนมากกว่าการจับผิดเล็กน้อย ซึ่งเป็นรากฐานของการวัดผลการศึกษาคณะสงฆ์ไทยมาจนถึงปัจจุบัน

