แฟ้มธรรม ตอนที่ ๔๒: ย้อนรอยระบบ “สอบรวมมณฑล” แก้ปัญหาเบี้ยหัวแตก สร้างศรัทธาให้ครึกครื้น (ประกาศปี ๒๔๖๘)
การจัดสอบบาลีสนามหลวงหรือนักธรรมในอดีต ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนปัจจุบัน ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๘ (สมัยรัชกาลที่ ๖) การสอบ “นักธรรมชั้นโท” เริ่มได้รับความนิยมในต่างจังหวัดมากขึ้น แต่ปัญหาที่ตามมาคือ “สนามสอบเบี้ยหัวแตก”
เดิมทีทางการอนุญาตให้จังหวัดที่มีนักเรียน ๒๐ รูปขึ้นไปเปิดสอบเองได้ แต่บางจังหวัดมีนักเรียนไม่ถึงเกณฑ์ ครั้นจะให้เดินทางมาสอบที่กรุงเทพฯ ก็ลำบากเกินไป แต่ครั้นจะยอมให้เปิดสนามสอบเล็กๆ กระจายไปทั่ว ก็ทำให้บรรยากาศ “ไม่ครึกครื้น” (เงียบเหงา ไม่สมเกียรติ) ขาดพลังในการปลุกใจประชาชนให้เกิดศรัทธา
กล่าวคือ มีสนามสอบเล็กๆ กระจายตัวอยู่ตามอำเภอหรือจังหวัดต่างๆ มากเกินไป บางแห่งมีพระไปสอบเพียงไม่กี่รูป ทำให้บรรยากาศเงียบเหงา ไม่สมเกียรติ (เหมือนเบี้ยที่แตกหัก กระจัดกระจาย ไม่รวมเป็นเงินก้อนใหญ่) แถมยังเปลืองทรัพยากรในการส่งคนไปคุมสอบ
ดังนั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ (เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์) ผู้ทรงรับผิดชอบงานการคณะสงฆ์ในขณะนั้น จึงทรงออกประกาศ ‘ปฏิรูปสนามสอบ’ ใหม่ โดยใช้ระบบ ‘๑ มณฑล ๑ สนามสอบ’ เพื่อรวมคนให้มาก สร้างบรรยากาศให้ยิ่งใหญ่ และง่ายต่อการควบคุมมาตรฐาน
📋 กฎใหม่! การรวมสนามสอบ (เริ่มใช้ พ.ศ. ๒๔๖๘):
- ยกเลิก: การเปิดสนามสอบย่อยตามจังหวัดเล็กๆ
- ใช้ระบบมณฑล: ให้ตั้งสนามสอบ ๑ แห่ง ต่อ ๑ มณฑล เท่านั้น
- เกณฑ์การเลือก: เลือกจังหวัดที่มีนักเรียน “มากที่สุด” ในมณฑลนั้นเป็นศูนย์กลาง
- ข้อยกเว้น: จังหวัดใกล้เคียงกรุงเทพฯ (มณฑลชั้นใน) หากเดินทางสะดวก ให้เข้ามาสอบรวมที่สนามหลวง (วัดพระแก้ว/วัดเบญฯ ฯลฯ) ได้ตามเดิม
- การคุมสอบ: ส่วนกลางจะส่ง “ผู้กำกับ” ถือข้อสอบออกไป หรือส่งข้อสอบไปให้เจ้าคณะมณฑลดำเนินการ เพื่อรักษามาตรฐานเดียวกับสนามหลวง

📜 สำเนาเอกสารจดหมายเหตุ เรื่อง: ประกาศรวมสนามสอบนักธรรมโทในต่างจังหวัด
คลิกเพื่ออ่านสำเนาเอกสารจดหมายเหตุ เรื่อง: ประกาศรวมสนามสอบนักธรรมโทในต่างจังหวัด
“แต่แรกยังมีนักเรียนเข้าสอบนักธรรมโทน้อย คงรวมสอบสนามหลวงในจังหวัดพระนครแห่งเดียว ครั้นต่อมานักเรียนอยู่ในต่างจังหวัด… ผู้จะสอบชั้นนี้มีมากขึ้น รวมสอบแห่งเดียวไม่สะดวกแก่นักเรียนผู้อยู่ไกล ๆ จึงขยายเขตสนามตามจังหวัดร่วมนอกมณฑลกรุงเทพฯ ที่มีนักเรียนตั้งแต่ ๒๐ รูปขึ้นไป…
แต่ก็ยังขัดข้องบางอย่าง ไม่เหมาะในทางการทีเดียว เพราะบางจังหวัดที่มีจำนวนนักเรียนต่ำกว่ากำหนด ถ้าอยู่ไกลนัก จักไม่สามารถไปสอบในสนามหลวงจังหวัดพระนครได้ หากจะผ่อนให้ตั้งสนามไม่พิกัดจำนวนนักเรียน จะเป็นเหตุให้เรี่ยราด ไม่ทำความครึกครื้นอันเป็นทางปลุกใจของผู้ใคร่ศึกษา แลเพิ่มพูนศรัทธาของผู้ขวนขวายบำรุงได้
เพราะฉะนั้น ตั้งแต่ศกนี้เป็นต้น ให้ตั้งสนามสอบนักธรรมโทมณฑลละแห่ง ในจังหวัดที่มีจำนวนนักเรียนมากที่สุดในมณฑลนั้น ๆ… ส่วนประโยคที่จะนำไปเปิดสอบในสนามต่างมณฑลนั้น ๆ จะให้มีผู้กำกับนำไป เว้นแต่มณฑลที่มีคมนาคมไม่สะดวก จะส่งประโยคออกไปให้เจ้าคณะสอบ เพื่อช่วยรักษาการให้ดำเนินชอบด้วยระเบียบสนามหลวง ฯ”
ประกาศโดยพระกระแสรับสั่งสมเด็จพระสังฆราชเจ้า (ลงนาม) พระศาสนโสภน ผู้รับพระกระแสรับสั่ง แต่วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘
(อ้างอิง: แถลงการณ์คณะสงฆ์ เล่ม ๑๓ พ.ศ. ๒๔๖๘. หน้า ๔๙๑.)
💡 เกร็ดภาษา: “สนามสอบเบี้ยหัวแตก” คืออะไร?
คำว่า “เบี้ยหัวแตก” มีที่มาจากเงินตราโบราณ (หอยเบี้ย) ซึ่งถ้าแตกหักหรือชำรุดจะนำไปใช้ซื้อของไม่ได้ หรือตีค่าได้ต่ำมาก สำนวนนี้จึงหมายถึง เงินหรือทรัพยากรที่กระจัดกระจาย ได้มาทีละเล็กทีละน้อย ไม่เป็นกอบเป็นกำ ทำให้เอาไปทำการณ์ใหญ่ไม่สำเร็จ
เมื่อนำมาใช้เปรียบเทียบกับ “การจัดสนามสอบ” ในประกาศปี ๒๔๖๘ จึงหมายถึงปัญหา ๓ ประการ:
- ขาดพลัง (Fragmented): การมีสนามสอบเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วไป (เช่น มีผู้เข้าสอบแค่ ๕ รูป ๑๐ รูป) ทำให้บรรยากาศดูเงียบเหงา ไม่สมเกียรติภูมิของการสอบระดับประเทศ
- สิ้นเปลือง (Inefficient): ต้องส่งกรรมการคุมสอบ เดินทางแยกย้ายกันไปหลายแห่ง สิ้นเปลืองงบประมาณและเวลาในการขนส่งข้อสอบ
- คุมมาตรฐานยาก (Hard to Standardize): การกระจายตัวมากเกินไป ทำให้ยากต่อการกำกับดูแลให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
ดังนั้น การรวมให้เป็น “ศูนย์สอบใหญ่ประจำมณฑล” จึงเป็นการแก้ปัญหาให้เกิดความ “ครึกครื้น” (Mass Impact) ซึ่งช่วยกระตุ้นศรัทธาของชาวบ้านที่มาร่วมลุ้นร่วมเชียร์ และทำให้การสอบดูศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้นนั่นเอง


