พระประวัติและพระกรณียกิจด้านการศึกษา: สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ ผู้ทรงวางรากฐานระบบนักธรรมให้สมบูรณ์

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ (เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็น กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ และต่อมาทรงเลื่อนเป็น กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์) ทรงเป็นพระมหาเถระผู้เปี่ยมด้วยพระวิสัยทัศน์ และทรงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการวางรากฐานและจัดวางระบบการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมของคณะสงฆ์ไทยให้มีความสมบูรณ์ครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสืบสานพระราชปณิธานในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ในการจัดระบบ “นักธรรม” ให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงสืบมา

๑. บทบาทเริ่มต้น: การร่วมวางรากฐาน (ก่อน พ.ศ. ๒๔๖๔)

พระองค์ทรงมีส่วนร่วมสำคัญในการประชุมเถรสมาคมครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๔ ซึ่งเป็นการกำหนดนิยามของ “สามเณรรู้ธรรม” เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ยกเว้นการเข้ารับราชการทหาร ในที่ประชุมคราวนั้น กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ทรงเสนอความเห็นว่า สามเณรที่จะได้รับยกเว้นควรต้องสอบได้เปรียญธรรมประโยค ๑ ขึ้นไป ซึ่งแนวพระดำรินี้ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้เกิดการจัดตั้งหลักสูตร “นักธรรม” ขึ้นในเวลาต่อมา

๒. การสืบสานและจัดระบบหลักสูตรชั้นสูง (หลัง พ.ศ. ๒๔๖๔)

ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ ทรงรับพระภาระในการสานต่อหลักสูตรนักธรรมให้สมบูรณ์และเป็นระบบ โดยทรงดำเนินการสำคัญ ดังนี้:

  • การประกาศใช้หลักสูตรนักธรรมชั้นเอก (พ.ศ. ๒๔๖๔): ทรงประกาศตั้ง “นักธรรมชั้นเอก” อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นหลักสูตรขั้นสูงสุด (เถรภูมิ) สำหรับภิกษุผู้มีพรรษามาก โดยเนื้อหาการสอบครอบคลุมการเรียงความแก้กระทู้ธรรมที่เชื่อมโยงหลักธรรม ๓ ข้อ, การแก้ปัญหาธรรมเชิงลึก (ปรมัตถเทศนา), พุทธานุพุทธประวัติ และปัญหาวินัยเกี่ยวกับสังฆกรรม
  • การเชื่อมโยงกับแผนกบาลี: ทรงวางกฎเกณฑ์ให้ผู้ที่จะเข้าสอบเปรียญธรรมประโยค ๗ ขึ้นไป จำต้องสอบไล่ได้นักธรรมชั้นเอกเสียก่อน เพื่อสร้างความเชื่อมโยงและยกระดับมาตรฐานระหว่างการศึกษาทั้งสองแผนก
  • การปรับปรุงตำราเรียนนักธรรมเอก (พ.ศ. ๒๔๖๕): เนื่องจากตำรา “ธรรมวิจารณ์” ยังเรียบเรียงไม่แล้วเสร็จ พระองค์จึงทรงแก้ไขหลักสูตรโดยเพิ่มวิชาสำคัญด้านการปฏิบัติเข้ามาทดแทน อาทิ สมถกัมมัฏฐาน, วิปัสสนากัมมัฏฐาน, มหาสติปัฏฐานสูตร และคิริมานนทสูตร เพื่อขยายขอบเขตความรู้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
  • การแก้ไขหลักสูตรนักธรรมโท (พ.ศ. ๒๔๖๘): ทรงเพิ่มสาระวิชาด้านประวัติศาสตร์ (แผนกตำนาน) ในหลักสูตรนักธรรมชั้นโท โดยกำหนดให้ใช้หนังสือพุทธานุพุทธประวัติ, สังคีติกถา และปฐมสมโพธิ (ตอนพระสาวก) เพื่อให้เนื้อหามีความบริบูรณ์

๓. การปฏิรูปการบริหารสนามสอบให้มีมาตรฐานสากล

พระองค์ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการ จึงทรงปฏิรูประบบการสอบให้เป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพครอบคลุมทั่วประเทศ:

  • การกำหนดข้อสอบและวันสอบมาตรฐาน (พ.ศ. ๒๔๗๐): ทรงประกาศให้ใช้ ข้อสอบฉบับเดียวกันทั่วประเทศ สำหรับนักธรรมทั้ง ๓ ชั้น และกำหนดให้จัดสอบพร้อมกันทั่วราชอาณาจักรในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี พร้อมทั้งยกระดับสนามสอบทั่วประเทศให้มีฐานะเป็น “สนามหลวง” อย่างแท้จริง
  • การกระจายโอกาสและอำนวยความสะดวก: ทรงอนุญาตให้จัดสอบนักธรรมชั้นโทในต่างจังหวัดได้หากมีผู้สมัครเพียงพอ (พ.ศ. ๒๔๖๕) และทรงลดเกณฑ์อายุสามเณรผู้มีสิทธิ์สอบในสนามสาขาจาก ๑๙ ปี เหลือ ๑๗ ปี (พ.ศ. ๒๔๖๙) เพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษา
  • การจัดโครงสร้างการบริหาร: ทรงแต่งตั้งเจ้าคณะมณฑลเป็น รองแม่กองสนามหลวง (พ.ศ. ๒๔๗๐) โดยมอบอำนาจให้แต่งตั้งกรรมการและตรวจข้อสอบนักธรรมตรีในพื้นที่ได้ ส่งผลให้การดำเนินงานมีความคล่องตัวและรวดเร็ว
  • การย้ำเจตนารมณ์ด้านจรรยาบรรณ: ทรงวางระเบียบที่เคร่งครัด (พ.ศ. ๒๔๖๘) โดยระบุว่าหากผู้เข้าสอบมีกิริยาวาจาไม่สุภาพหรือล่วงเกินเจ้าหน้าที่ จะถูกตัดสิทธิ์ไม่ตรวจข้อสอบและถือว่าสอบตกทันที เพื่อรักษาเกียรติภูมิของสนามสอบ

บทสรุป

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ ทรงเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันให้ระบบการศึกษานักธรรมมีความ “สมบูรณ์ครบวงจร” ตั้งแต่การจัดทำหลักสูตรชั้นสูงสุด (นักธรรมเอก) ไปจนถึงการจัดระเบียบการสอบให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ (One Standard) พระกรณียกิจของพระองค์ได้วางรากฐานการบริหารจัดการที่เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ และเปี่ยมด้วยความยุติธรรม ส่งผลให้การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมมีความมั่นคงและเจริญรุ่งเรืองสืบมาจนถึงปัจจุบัน.

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *