การปฏิรูปการศึกษาโดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส: จากบาลีสู่ธรรมะภาษาไทยและการกำเนิดระบบนักธรรม
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นผู้ปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาพระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์ไทยครั้งสำคัญ จากระบบที่เน้นบาลีแบบเดิม สู่หลักสูตรที่เปิดกว้างโดยเน้น “ธรรมะภาษาไทย” ควบคู่กับการศึกษาภาษาบาลี
แรงผลักดันสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ มาจากบริบทของ พระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร พ.ศ. ๒๔๕๔ ซึ่งระบุข้อยกเว้นการเกณฑ์ทหารให้แก่สามเณรเฉพาะผู้ที่ “รู้ธรรม” เท่านั้น พระองค์ทรงตระหนักว่าการกำหนดให้สามเณรต้องเริ่มเรียนด้วยภาษาบาลีทันทีนั้น “เป็นภาระหนักเกินกำลัง” และเป็นอุปสรรคต่อการขยายโอกาสทางการศึกษาไปยังหัวเมือง จึงทรงริเริ่มการปฏิรูปครั้งใหญ่ด้วยแนวทางและโครงสร้างใหม่ ดังนี้
๑. การเปลี่ยนแนวคิดสู่ “ธรรมะภาษาไทย” และระบบสองสาย
พระองค์ทรงเปลี่ยนโฉมหน้าการศึกษาคณะสงฆ์ โดยทรงจัดระเบียบการศึกษาใหม่เป็น ๒ สายหลัก เพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น:
- หลักสูตรอย่างสามัญ (นวกภูมิ): เป็นหลักสูตรที่เว้นภาษาบาลี (มคธ) โดยเน้นความรู้ธรรมะพื้นฐานเป็นภาษาไทย เปิดโอกาสให้ทั้งภิกษุและสามเณรเข้าสอบได้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องรู้จักการเขียนและแต่งภาษาไทยได้
- หลักสูตรอย่างวิสามัญ: เป็นหลักสูตรสำหรับผู้ที่มีศักยภาพสูง ออกแบบสำหรับสำนักการศึกษาที่สามารถจัดการเรียนการสอนบาลีควบคู่ไปด้วยได้
๒. การวางรากฐาน ๓ ระดับภูมิ: โครงสร้างนักธรรม ตรี-โท-เอก
พระองค์ทรงวางแผนขยายหลักสูตรให้สอดคล้องกับหลักการในพระวินัยที่จัดจำแนกภิกษุเป็น ๓ จำพวก ซึ่งกลายเป็นโครงสร้างหลักของระบบนักธรรมจนถึงปัจจุบัน:
- นวกภูมิ (นวกะ): สำหรับผู้บวชใหม่ (ต่อมาคือ นักธรรมชั้นตรี) เป็นพื้นฐานเริ่มต้นของการศึกษาธรรมะ
- มัชฌิมภูมิ (มัชฌิมะ): สำหรับภิกษุระดับปานกลาง (ต่อมาคือ นักธรรมชั้นโท) เป็นระดับความรู้ขั้นกลาง
- เถรภูมิ (เถระ): สำหรับภิกษุผู้ใหญ่ (ต่อมาคือ นักธรรมชั้นเอก) เป็นระดับความรู้สูงสุด
๓. การพัฒนาหลักสูตรนวกภูมิสู่ “นักธรรมชั้นตรี”
หลักสูตรอย่างสามัญในเบื้องต้น (นวกภูมิ) ประกอบด้วยการสอบสองประโยค:
- ประโยค ๑: วิชาธรรมวิภาค และ เรียงความแก้กระทู้ธรรม (ไม่ต้องชักที่มา)
- ประโยค ๒: วิชาพุทธประวัติย่อ และ เรียงความแก้กระทู้ธรรม (ต้องชักที่มาในหนังสือไทย)
ผู้ที่สอบได้เพียงประโยค ๑ อย่างสามัญ จะได้รับยกเว้นการเกณฑ์ทหารทันทีตามพระราชบัญญัติ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๕๖ พระองค์ทรงประกาศรวมองค์นักธรรมประโยค ๑ และ ๒ เข้าเป็น “องค์นักธรรมชั้นตรี” เพื่อสร้างความเป็นระเบียบและรองรับจำนวนผู้สอบที่เพิ่มขึ้น
๔. การปฏิรูปหลักสูตรบาลีและการบูรณาการกับนักธรรม
พระองค์ทรงปฏิรูปการศึกษาบาลีชั้นต้น (เปรียญธรรม ๓ ประโยค) เพื่อแก้ปัญหาผู้เรียนที่จำคำแปลได้แต่ไม่แตกฉานในภาษา:
- การเพิ่มวิชาไวยากรณ์และสัมพันธ์: เปลี่ยนจากการแปลธัมมปทัฏฐกถาอย่างเดียว เป็นการสอบ ๓ วิชาหลัก ได้แก่ แปลมคธเป็นไทย, วิชาสัมพันธ์, และวิชาบาลีไวยากรณ์ส่วนวจีวิภาค
- การผูกเงื่อนไขความรู้: กำหนดให้ผู้จะเข้าสอบบาลีประโยค ๔ ขึ้นไป ต้องสอบได้องค์นักธรรมชั้นโทมาก่อน เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างความรู้ธรรมะ (เนื้อหา) และภาษาบาลี (ภาษา)
๕. นวัตกรรมการวัดผล: ระบบเฉลี่ยคะแนน
พระองค์ทรงสร้างระบบการวัดผลที่ก้าวหน้าสำหรับยุคสมัยนั้น ด้วย วิธีเฉลี่ยคะแนน (Pooling Scores) ที่เริ่มใช้ในปี พ.ศ. ๒๔๕๖ โดยมีหลักการคือ ผู้เข้าสอบที่สอบหลายวิชาพร้อมกันสามารถใช้คะแนนเต็มในวิชาที่ถนัด นำไปชดเชยคะแนนที่ตกในวิชาอื่นได้ (แต่ห้ามตกจนหมดคะแนนในวิชานั้นๆ) ซึ่งสะท้อนพระวิสัยทัศน์ที่ทรงเห็นว่า “ความรู้ธรรม” ไม่จำเป็นต้องผูกติดกับ “ภาษาบาลี” เสมอไป
๖. การผนวก “คิหิปฏิบัติ” ในหลักสูตร: การเรียนรู้เพื่อชีวิตจริง
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๖ พระองค์ทรงประกาศเพิ่มเนื้อหา “คิหิปฏิบัติ” (ข้อปฏิบัติสำหรับคฤหัสถ์) เข้ามาในแผนกธรรมวิภาค การตัดสินใจนี้มาจากพระวิสัยทัศน์ที่ทรงยอมรับความเป็นจริงสองประการ:
- การเตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์: ภิกษุสามเณรส่วนใหญ่ “ยังมีคติจะสึกโดยมาก” การเรียนรู้เรื่องการครองเรือนจึงเป็นการเตรียมความพร้อมให้กลับไปเป็นพลเมืองที่ดี
- ความรู้สำหรับการสั่งสอน: ผู้ที่จะอยู่ยั่งยืนในพระศาสนาจำเป็นต้องรู้เรื่องนี้ เพื่อใช้ในการสั่งสอนคฤหัสถ์บริษัทให้ถูกต้องตามหลักธรรม
บทสรุป: มรดกแห่งการปฏิรูปที่ยั่งยืน
การปฏิรูปการศึกษาของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ไม่เพียงแต่สร้างระบบ “นักธรรม” ที่เป็นมาตรฐานเท่านั้น แต่ยังทรงวางรากฐานการศึกษาที่ ยืดหยุ่น เป็นธรรม และสอดคล้องกับความเป็นจริง ของชีวิตพระภิกษุสามเณร การเน้น “ธรรมะภาษาไทย” ทำให้การศึกษาธรรมะเข้าถึงได้กว้างขวางขึ้น ในขณะที่การบูรณาการกับภาษาบาลีรักษาไว้ซึ่งความลึกซึ้งของพระธรรมวินัย มรดกทางการศึกษานี้ยังคงเป็นโครงสร้างหลักของการศึกษาคณะสงฆ์ไทยสืบมาจนถึงปัจจุบัน.

