สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส กับการบริหารจัดการการศึกษาคณะสงฆ์: การวางรากฐานการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงได้รับการยกย่องเป็นองค์ประมุขคณะสงฆ์ผู้ทรงปฏิรูปการศึกษาอย่างลึกซึ้งและเป็นระบบมากที่สุดพระองค์หนึ่ง ในระหว่างการทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช (พ.ศ. ๒๔๕๓–๒๔๖๔) พระองค์มิเพียงทรงเปลี่ยนแปลงหลักสูตร แต่ทรงสร้าง ระบบบริหารจัดการการศึกษา ที่สมบูรณ์ ครอบคลุมทุกมิติตั้งแต่การออกแบบหลักสูตร โครงสร้างองค์กร การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการบูรณาการนโยบาย

๑. การปฏิวัติหลักสูตรเพื่อการเข้าถึงอย่างทั่วถึง (Accessibility)

หัวใจแห่งการปฏิรูปคือการเปลี่ยนแปลงจากระบบที่ยากลำบากและจำกัด ไปสู่ระบบที่ เข้าถึงได้และขยายผลได้ ทั่วประเทศ

  • การเปลี่ยนผ่านจากบาลีสู่ธรรมสามัญ: เมื่อต้องกำหนดเกณฑ์ “สามเณรรู้ธรรม” ตามพระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร พ.ศ. ๒๔๕๔ พระองค์ทรงมองเห็นข้อจำกัดว่าการบังคับให้รู้บาลีนั้น “หนักเกินไป” และ “จะจัดในหัวเมืองก็ไม่ได้ทั่วไป” จึงทรงริเริ่มหลักสูตรที่ “เว้นมคธภาษา” โดยเน้นการเรียนรู้ “ธรรมะภาษาไทยอย่างสามัญ” โดยใช้ตำรา “นวโกวาท” เป็นแกนกลาง
  • การสร้างแรงจูงใจเชิงนโยบาย (Incentive): เชื่อมโยงกับสิทธิประโยชน์ โดยผู้สอบได้หลักสูตรอย่างสามัญ ประโยค ๑ จะได้รับยกเว้นเกณฑ์ทหารทันที สร้างแรงจูงใจที่จับต้องได้ให้ภิกษุสามเณรทั่วประเทศหันมาศึกษาตามมาตรฐานใหม่

๒. การบูรณาการความรู้ทางโลก: วิชา “คิหิปฏิบัติ”

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๖ พระองค์ทรงแสดงพระปรีชาญาณด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล (HRD) โดยเพิ่มวิชา “คิหิปฏิบัติ” (ข้อปฏิบัติสำหรับคฤหัสถ์) ในหลักสูตร

  • การเตรียมพร้อม (Preparedness): ทรงยอมรับความจริงว่า “ภิกษุสามเณร… ยังมีคติจะสึกโดยมาก” การสอนเรื่องการครองเรือนจึงเป็นการเตรียมผู้เรียนให้กลับไปเป็นพลเมืองที่ดี
  • เสริมสมรรถนะ: สำหรับผู้ที่อยู่ต่อในศาสนา การรู้คิหิปฏิบัติช่วยให้สามารถสั่งสอนคฤหัสถ์ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับบริบทสังคม

๓. การออกแบบโครงสร้างและการบริหารเส้นทางอาชีพ (Career Path)

พระองค์ทรงเปลี่ยนระบบการศึกษาจากรูปแบบที่ไม่เป็นระเบียบ สู่โครงสร้าง ๓ ระดับที่ชัดเจนตามหลักพระวินัย:

  1. นวกภูมิ → นักธรรมชั้นตรี (สำหรับผู้บวชใหม่)
  2. มัชฌิมภูมิ → นักธรรมชั้นโท (สำหรับพระระดับปานกลาง)
  3. เถรภูมิ → นักธรรมชั้นเอก (สำหรับพระผู้ใหญ่)
  • การบูรณาการสองแผนก: วางกฎเหล็กคุณภาพโดยกำหนดว่าผู้จะเข้าสอบบาลีชั้นสูง (ป.ธ. ๔ ขึ้นไป) ต้องสอบได้นักธรรมชั้นโทมาก่อน เพื่อรับประกันว่ามหาเปรียญคุณภาพจะต้องมีความแตกฉานในเนื้อหาธรรมะที่ใช้ในชีวิตจริงด้วย

๔. การวางมาตรฐานและการควบคุมคุณภาพ (Quality Control)

พระองค์ทรงนำหลักการจัดการสมัยใหม่มาใช้ควบคุมคุณภาพการสอบอย่างเป็นระบบ:

  • ระบบวัดผลที่ยืดหยุ่นแต่เข้มงวด: ริเริ่ม ระบบเฉลี่ยคะแนน (พ.ศ. ๒๔๕๖) เพื่อผ่อนปรนในระยะแรก แต่เมื่อการศึกษาแพร่หลายแล้ว ก็ทรงปรับเกณฑ์ให้เข้มงวดขึ้น (พ.ศ. ๒๔๖๒) เพื่อรักษามาตรฐาน
  • การริเริ่มมาตรฐานสนามหลวง: ทรงวางรากฐานให้การสอบเป็นมาตรฐานกลาง (Centralization) โดยเริ่มจากสนามสอบในกรุงเทพฯ และขยายอำนาจสู่สนามมณฑล อันนำไปสู่การรวมศูนย์สอบทั่วประเทศอย่างสมบูรณ์ในยุคต่อมา
  • ระบบคัดกรองและควบคุมพฤติกรรม: กำหนดให้ต้องสอบผ่าน “นักธรรมของวัด” ก่อนเข้าสอบสนามหลวง และประกาศกฎลงโทษผู้แสดงกิริยาหยาบคาย หรือหากมีการทุจริตข้อสอบรั่ว ก็ทรงสั่งให้ “โมฆะ” ผลสอบทันที

บทสรุป: แม่แบบการปฏิรูปองค์กรที่มองการณ์ไกล

การบริหารจัดการการศึกษาของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นตัวอย่างอันสมบูรณ์ของการปฏิรูปองค์กรที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งหลักสูตร โครงสร้าง คุณภาพ และพฤติกรรม โดยยึดหลักการบริหารสมัยใหม่ที่น่าทึ่ง:

  • Adaptive Management: ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์จริง
  • Quality Control: ควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด
  • System Integration: บูรณาการระบบธรรมและบาลีเข้าด้วยกัน
  • Incentive Structure: สร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม

ระบบการศึกษาที่พระองค์ทรงวางรากฐานยังคงเป็นโครงสร้างหลักของการศึกษาคณะสงฆ์ไทยมากว่าหนึ่งศตวรรษ พิสูจน์ให้เห็นว่า การออกแบบระบบการศึกษาที่ดีต้องคำนึงถึงทั้ง ความลึกซึ้งทางวิชาการ และ ความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ควบคู่กันไป.

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *