พระไตรปิฎกศึกษา ตอนที่ ๓ ปฐมปาราชิกกัณฑ์: มูลเหตุแห่งการบัญญัติพระวินัยและบทเรียนจาก “พระสุทินน์กลันทบุตร”

บทนำ: รอยร้าวแรกในความบริสุทธิ์แห่งพุทธันดร

ในสมัยปฐมโพธิกาล หรือช่วง ๒๐ พรรษาแรกแห่งการตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คณะสงฆ์ดำรงอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า “ยุคทอง” อันบริสุทธิ์ผุดผ่อง ปราศจากข้อบังคับหรือกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด เนื่องจากภิกษุทั้งหลายล้วนเปี่ยมด้วยศีลและธรรมในจิตใจ แต่เมื่อกาลเวลาล่วงเลยไปพร้อมกับการขยายตัวของพุทธบริษัท ความประพฤติที่หย่อนยานเริ่มปรากฏขึ้น นำไปสู่ความจำเป็นในการตรากฎหมายสูงสุด หรือ “ปาราชิก” ข้อแรก เรื่องราวนี้ถูกบันทึกไว้อย่างละเอียดในพระวินัยปิฎก โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ชะตากรรมของภิกษุหนุ่มผู้มีนามว่า “พระสุทินน์ กลันทบุตร”

๑. ความเพียรและศรัทธา: เส้นทางสู่ร่มกาสาวพัสตร์

สุทินน์ กลันทบุตร เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลเศรษฐีผู้มั่งคั่งแห่งหมู่บ้านกลันทคาม แคว้นวัชชี จุดเปลี่ยนของชีวิตเกิดขึ้นเมื่อท่านได้สดับพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์ ณ เมืองเวสาลี และเกิดความตระหนักรู้ว่า การครองเรือนนั้นเปรียบเสมือนทางที่คับแคบและเต็มไปด้วยธุลี (กิเลส) ยากที่จะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ดุจสังข์ขัดได้

ด้วยปณิธานอันแรงกล้า ท่านจึงขออนุญาตมารดาบิดาเพื่อออกบวช แต่กลับได้รับการปฏิเสธด้วยความรักและความหวงแหน ท่านสุทินน์จึงตัดสินใจใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดด้วยการนอนลงบนพื้นดินและอดอาหารประท้วงเป็นเวลาถึง ๗ วัน โดยตั้งสัจจะว่า “หากไม่ได้บวช ก็จักยอมตาย” ความมุ่งมั่นนี้ทำให้ญาติมิตรจำต้องเกลี้ยกล่อมมารดาบิดาให้ยินยอมในที่สุด โดยหวังลึกๆ ว่าความลำบากในเพศบรรพชิตจะทำให้ท่านหวนกลับมาครองเรือนในภายหลัง

๒. วิกฤตการณ์ทุพภิกขภัยและพันธนาการแห่งสายเลือด

ภายหลังการอุปสมบท ท่านพระสุทินน์ได้จาริกไปบำเพ็ญสมณธรรมด้วยความเคร่งครัดในวัตรปฏิบัติ แต่ต่อมาแคว้นวัชชีประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ คือ “ทุพภิกขภัย” (ภาวะข้าวยากหมากแพง) ส่งผลให้การดำรงชีพด้วยบิณฑบาตเป็นไปอย่างยากลำบาก ท่านจึงตัดสินใจจาริกกลับสู่เมืองเวสาลี โดยมีกุศโลบายเพื่อให้ญาติของท่านได้โอกาสบำเพ็ญทานและเพื่อบรรเทาความอดอยากของเพื่อนภิกษุ

เมื่อกลับถึงถิ่นฐานเดิม ครอบครัวของท่านพยายามใช้ทรัพย์สมบัติมหาศาลเป็นเครื่องล่อใจให้สึก แต่ไม่เป็นผล ท้ายที่สุด มารดาจึงใช้ “พันธะทางสายเลือด” เป็นข้อต่อรองสุดท้าย โดยขอร้องว่าหากท่านไม่ยอมสึก ก็ขอให้ทิ้ง “พืชพันธุ์” (ทายาท) ไว้สืบสกุล เพื่อมิให้ทรัพย์สมบัติถูกยึดเข้าหลวงตามกฎหมายของพวกเจ้าลิจฉวี

ด้วยความเห็นใจในวงศ์ตระกูล ประกอบกับ “ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์” ท่านพระสุทินน์จึงตอบตกลง โดยหารู้ไม่ว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะนำมาซึ่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของคณะสงฆ์

๓. ช่องว่างทางนิติบัญญัติและตราบาป

ท่านพระสุทินน์ได้นัดหมายภรรยาเก่าและกระทำเมถุนธรรมในป่ามหาวัน มูลเหตุสำคัญที่ทำให้ท่านกล้ากระทำการดังกล่าว คือความเข้าใจผิดที่ว่า “อนาทีนวทสฺโส” (เห็นว่าไม่มีโทษ) เนื่องจากในขณะนั้นพระพุทธองค์ยังมิได้ทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามไว้ ท่านจึงอนุมานเอาเองว่าการกระทำนี้อาจไม่ขัดต่อสมณวิสัย

ทว่า ทันทีที่การล่วงละเมิดเกิดขึ้น ธรรมชาติได้ส่งสัญญาณเตือนผ่านเสียงกึกก้องของเหล่าเทวดาตั้งแต่ภุมมาสถานไปจนถึงพรหมโลก ประกาศก้องว่า “ความชั่วร้ายและมลทินได้เกิดขึ้นแล้วแก่คณะสงฆ์” ความจริงนี้ทำให้ท่านพระสุทินน์ตกอยู่ในสภาวะ “วิปฏิสาร” (ความเดือดร้อนใจ) อย่างรุนแรง ส่งผลให้ร่างกายซูบผอมและผิวพรรณเศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัด

๔. คำพิพากษาและอุปมาแห่งความตาย

เมื่อความทราบถึงพระกรรณ พระพุทธเจ้าทรงเรียกประชุมสงฆ์และทรงตำหนิการกระทำของพระสุทินน์อย่างรุนแรง พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า การกระทำนี้ขัดต่อหลักการครองพรหมจรรย์อย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่กิจของสมณะ และเป็นเหตุให้ผู้คนเสื่อมศรัทธา

พระพุทธองค์ทรงตรัสอุปมาที่ทรงพลังและน่าสะพรึงกลัว เพื่อแสดงให้เห็นถึงมหันตภัยของกามราคะว่า:

“ดูก่อนโมฆบุรุษ องค์กำเนิดอันเธอสอดเข้าในปากอสรพิษที่มีพิษร้าย หรือสอดเข้าในหลุมถ่านที่ไฟลุกโชน ยังดีกว่าการสอดเข้าในองค์กำเนิดของมาตุคาม… เพราะสิ่งเหล่านั้นอาจทำให้ถึงตาย แต่ไม่นำไปสู่อบาย ทุคติ วินิบาต นรก แต่การเสพเมถุนธรรมนั้น นำไปสู่ความพินาศในสังสารวัฏ”

เหตุการณ์นี้จึงเป็นที่มาของการบัญญัติ ปฐมปาราชิก (กฎข้อที่ ๑) ว่าด้วยการห้ามภิกษุเสพเมถุนธรรม ผู้ล่วงละเมิดจะต้องขาดจากความเป็นภิกษุทันที

๕. วิวัฒนาการของพระวินัย: จากบัญญัติสู่อนุบัญญัติ

แม้จะมีกฎข้อแรกเกิดขึ้น แต่ความซับซ้อนของสถานการณ์จริงทำให้ต้องมีการบัญญัติกฎเพิ่มเติม (อนุบัญญัติ) เพื่ออุดช่องโหว่ทางกฎหมาย:

  1. กรณีลิงตัวเมีย: มีภิกษุเข้าใจผิดว่ากฎห้ามเฉพาะมนุษย์ จึงเสพเมถุนกับลิง พระพุทธองค์จึงทรงขยายความครอบคลุมไปถึง “สัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย”
  2. กรณีภิกษุวัชชีบุตร: กลุ่มภิกษุที่ทำผิดแล้วพยายามเลี่ยงบาลีโดยอ้างว่าตน “ไม่ได้ลาสิกขา” พระพุทธองค์จึงทรงวางหลักเกณฑ์เรื่องการบอกคืนสิกขา (การสึก) ให้ชัดเจน เพื่อป้องกันข้ออ้างในการทำผิด

บทสรุป เรื่องราวของปฐมปาราชิกกัณฑ์ สะท้อนให้เห็นว่า “ความบริสุทธิ์ของพรหมจรรย์” ไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามตัวอักษรของกฎหมาย แต่คือเจตนาที่จะละกิเลสอย่างสิ้นเชิง กรณีของพระสุทินน์เป็นอุทาหรณ์เตือนใจว่า แม้ผู้ที่มีศรัทธาแรงกล้าก็อาจพลั้งพลาดได้หากขาดปัญญาพิจารณา และกฎหมาย (พระวินัย) คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยค้ำจุนให้พระศาสนาดำรงอยู่อย่างมั่นคงสืบไป

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *