พระไตรปิฎกศึกษา ตอนที่ ๘ สามัญญผลสูตร: พัฒนาการแห่งชีวิตสมณะ จากสถานภาพทางสังคมสู่อิสรภาพทางปัญญา
บทนำ: สัจธรรมท่ามกลางสวนอัมพวัน
สามัญญผลสูตร (The Discourse on the Fruits of Recluseship) ถือเป็นเพชรน้ำเอกในพระไตรปิฎกที่ทำหน้าที่เสมือน “แผนที่นำทาง” แห่งชีวิตพรหมจรรย์ พระสูตรนี้ไม่เพียงตอบคำถามเชิงปรัชญาของประมุขผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นมคธ แต่ยังแจกแจงลำดับขั้นของการพัฒนาตนเองในทางพุทธศาสนาไว้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ผลประโยชน์ทางโลกที่จับต้องได้ ไปจนถึงอิสรภาพทางจิตวิญญาณขั้นสูงสุด
เรื่องราวเริ่มต้น ณ สวนอัมพวันของหมอชีวกโกมารภัจจ์ เมื่อ พระเจ้าอชาตศัตรู ผู้แบกรับความทุกข์จากการทำปิตุฆาต (ปลงพระชนม์พระบิดา) ได้เสด็จไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความสงสัยใคร่รู้ที่ค้างคาพระทัยมาเนิ่นนาน
๑. ปุจฉาแห่งยุคสมัย: ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ของการบวช
พระเจ้าอชาตศัตรูทรงเปิดประเด็นด้วยคำถามเชิงประจักษ์นิยม (Empiricism) ว่า “สามัญญผล (ผลแห่งความเป็นสมณะ) ที่เห็นประจักษ์ได้ในปัจจุบัน มีอยู่หรือไม่?”
พระองค์ทรงเปรียบเทียบกับอาชีพทางโลก อาทิ พลช้าง พลรถ หรือช่างฝีมือต่าง ๆ ที่เมื่อลงมือทำงานย่อมได้รับผลตอบแทนเป็นทรัพย์สินเงินทองที่จับต้องได้ทันที แต่ชีวิตสมณะที่ดูเลื่อนลอยนั้น มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมเช่นนั้นหรือไม่ พระองค์เคยทูลถามคำถามนี้กับครูเจ้าลัทธิทั้ง ๖ ท่านในยุคนั้น แต่กลับได้รับคำตอบที่วนไปวนมาและไม่ตรงประเด็น
๒. ผลลัพธ์ระดับเบื้องต้น: การยกระดับสถานภาพทางสังคม (Social Mobility)
พระพุทธองค์มิได้ทรงเริ่มด้วยหลักปรัชญาที่เข้าใจยาก แต่ทรงชี้ให้เห็น “ผล” ที่เป็นรูปธรรมที่สุดทางสังคม ทรงยกตัวอย่างกรณีบุคคลระดับล่างสุดของสังคม เช่น ทาส หรือกสิกร หากบุคคลผู้นั้นตัดสินใจออกบวชและประพฤติดีปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย แม้แต่กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างพระเจ้าอชาตศัตรูเอง ก็ยังต้องลุกรับ กราบไหว้ และถวายความอุปถัมภ์ด้วยปัจจัย ๔
นี่คือ สามัญญผลข้อแรก ที่เห็นได้ทันตา คือการเปลี่ยนแปลงสถานะทางสังคม (Status Transformation) จากผู้ที่อาจถูกกดขี่หรือดูแคลน สู่ฐานะ “ปูชนียบุคคล” ที่ได้รับเกียรติสูงสุดจากผู้ปกครองแผ่นดิน

๓. ผลลัพธ์ระดับกลาง: กระบวนการขัดเกลาจิตวิญญาณ (Moral and Mental Cultivation)
เมื่อผ่านผลทางสังคมแล้ว พระพุทธองค์ทรงนำเข้าสู่กระบวนการพัฒนาตนเองภายในที่ละเอียดประณีตขึ้นตามลำดับ หรือที่เรียกว่า “ไตรสิกขา”:
- ศีลสิกขา (Morality): ภิกษุผู้สำรวมระวังในศีล ๓ ระดับ (จุลศีล, มัชฌิมศีล, มหาศีล) ย่อมมีความบริสุทธิ์กายวาจา งดเว้นจากมิจฉาชีพและการละเล่นทางโลก ซึ่งนำมาซึ่งความ “ไม่เดือดร้อนใจ” (อวิปปฏิสาร)
- อินทรียสังวรและสันโดษ: การสำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และความพอใจในปัจจัยตามมีตามได้ เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้จิตสงบระงับ
- จิตตสิกขา (Concentration): เมื่อจิตปราศจากนิวรณ์ ๕ (เครื่องกั้นความดี) ย่อมเข้าถึง “ฌานสมาบัติ” ทั้ง ๔ ระดับ ความสุขที่เกิดจากความสงบนี้ เป็นสามัญญผลที่ประณีตลึกซึ้งยิ่งกว่าผลลาภสักการะทางโลก
๔. ผลลัพธ์ระดับสูง: อภิญญาญาณ (Higher Knowledge)
เมื่อจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ ผ่องใส และปราศจากกิเลส ภิกษุสามารถน้อมจิตไปเพื่อการหยั่งรู้พิเศษ หรือ “วิชชา” ซึ่งเป็นศักยภาพเหนือสามัญวิสัย ได้แก่:
- วิปัสสนาญาณ: การรู้แจ้งเห็นจริงในความสัมพันธ์ของกายและจิต
- มโนมยิทธิ: การเนรมิตกายทางใจ
- อิทธิวิธี: การแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ
- ทิพยโสตและทิพยจักษุ: หูทิพย์และตาทิพย์
- เจโตปริยญาณ: การกำหนดรู้ใจผู้อื่น
- บุพเพนิวาสานุสสติญาณ: การระลึกชาติหนหลัง
๕. ผลลัพธ์สูงสุด: อิสรภาพที่แท้จริง (Ultimate Liberation)
ยอดแห่งสามัญญผลที่ประเสริฐที่สุด มิใช่ฤทธิ์เดชปาฏิหาริย์ แต่คือ “อาสวักขยญาณ” หรือปัญญาหยั่งรู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะกิเลส การรู้แจ้งในอริยสัจ ๔ และตระหนักว่า “ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว”
นี่คือสภาวะแห่ง “พระอรหันต์” ผู้หลุดพ้นจากวงจรแห่งความทุกข์อย่างสิ้นเชิง เป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมทางนามธรรมที่สูงสุดและยั่งยืนที่สุดในชีวิตมนุษย์
บทสรุป: แสงสว่างกลางใจกษัตริย์
เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง พระเจ้าอชาตศัตรูทรงเกิดความปีติปราโมทย์อย่างยิ่ง ทรงเปรียบคำสอนของพระพุทธองค์ว่าเหมือน “การหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด หรือตามประทีปในที่มืด” พระองค์ทรงประกาศตนเป็นอุบาสกและกราบทูลสารภาพบาปเรื่องการปลงพระชนม์พระบิดา
แม้กรรมหนัก (อนันตริยกรรม) จะกั้นขวางมิให้พระองค์บรรลุโสดาบันในวันนั้น แต่ความเข้าใจใน “สามัญญผล” ก็ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้พระเจ้าอชาตศัตรูกลายเป็นศาสนูปถัมภกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่งในการทำสังคายนาครั้งที่ ๑
สามัญญผลสูตร จึงเป็นบทพิสูจน์ที่ก้าวข้ามกาลเวลาว่า การออกบวชในพุทธศาสนามิใช่การหลีกหนีโลก แต่คือการเข้าสู่กระบวนการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อบรรลุอิสรภาพที่แท้จริง

