บทธรรมเทศนา ๒: “ลงทุนกับความดี…กี่ปีถึงจะคืนทุน?”

(สามัญญผลสูตร: คำตอบของชีวิตที่เห็นผลทันตา)

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

“สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ”

เจริญพรสาธุชนผู้แสวงหาความจริงของชีวิตทุกท่าน…

วันนี้อาตมภาพอยากชวนพวกเรามานั่งคุยกันเรื่อง “การลงทุน” ไม่ใช่การลงทุนในหุ้น คริปโต หรืออสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นการลงทุนที่สำคัญที่สุดในชีวิต นั่นคือ “การลงทุนทำความดี” หรือการนำพาตัวเองเข้าสู่เส้นทางธรรม

เชื่อว่าหลายคนในยุคนี้ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ มักจะมีคำถามที่ดังก้องอยู่ในใจเสมอว่า… “หลวงพี่ครับ/คะ เราทำดีไปเพื่ออะไร? บวชแล้วได้อะไร? ถือศีลแล้วรวยขึ้นไหม? ปฏิบัติธรรมแล้วหนี้หมดหรือเปล่า?” หรือพูดภาษาวัยรุ่นก็คือ “What is the ROI? (ผลตอบแทนจากการลงทุนคืออะไร?)”

ถ้าโยมเคยมีคำถามนี้ อาตมาขอบอกว่า “โยมคิดเหมือนพระราชาองค์หนึ่ง” พระราชาองค์นี้มีทุกอย่าง เงินทอง อำนาจ กองทัพ แต่ท่าน “นอนไม่หลับ” และท่านก็ได้แบกคำถามนี้ไปถามพระพุทธเจ้า จนเกิดเป็นพระสูตรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบทหนึ่งที่ชื่อว่า “สามัญญผลสูตร”

วันนี้อาตมาจะพาพวกเราย้อนเวลากลับไปฟังคำตอบนั้นพร้อมกัน…


๑. ค่ำคืนแห่งความว้าวุ่น (The Restless Night)

เรื่องราวมันเริ่มในค่ำคืนวันเพ็ญ พระจันทร์เต็มดวงสว่างไสว ณ กรุงราชคฤห์ พระเจ้าอชาตศัตรู กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ประทับอยู่บนปราสาทราชวัง ท่ามกลางความหรูหรา แต่ใจของพระองค์กลับร้อนรุ่มเหมือนไฟเผา ทำไมถึงร้อน? เพราะพระองค์มีความลับดำมืด คือการทำปิตุฆาต (ฆ่าพ่อ) เพื่อแย่งชิงบัลลังก์ ความรู้สึกผิดนี้เป็นเหมือนผีร้ายที่ตามหลอกหลอนท่านทุกคืน

พระองค์หันไปถามอำมาตย์ว่า “คืนนี้พระจันทร์สวยเหลือเกิน เราควรไปหาใครดี ที่จะทำให้จิตใจของเราสงบลงได้บ้าง?” อำมาตย์หลายคนเสนอชื่อเจ้าลัทธิดัง ๆ ในยุคนั้น คนโน้นเก่งเรื่องดูดวง คนนี้เก่งเรื่องแก้กรรม แต่พระเจ้าอชาตศัตรูส่ายหน้า เพราะเคยไปถามมาหมดแล้ว ไม่ได้คำตอบที่โดนใจ

จนกระทั่ง หมอชีวกโกมารภัจจ์ แพทย์ประจำพระองค์ กราบทูลแนะนำว่า “ข้าแต่มหาราช พระสมณโคดมประทับอยู่ที่สวนมะม่วงของข้าพระพุทธเจ้า ขอเชิญเสด็จไปเฝ้าเถิด พระเจ้าข้า”

โยมลองจินตนาการภาพตามนะ… ขบวนช้างม้าของกษัตริย์เคลื่อนเข้าสู่สวนป่าที่มืดสนิท เมื่อเข้าไปลึกขึ้น พระเจ้าอชาตศัตรูเริ่มหวาดระแวง ขนลุกซู่ เพราะมัน “เงียบเกินไป” ท่านหันไปถามหมอชีวกด้วยความกลัวว่า “ท่านไม่ได้ลวงเรามาฆ่าใช่ไหม? ภิกษุตั้ง ๑,๒๕๐ รูป ทำไมไม่มีเสียงไอ เสียงจาม หรือเสียงคุยกันเลย?” หมอชีวกตอบสั้น ๆ ว่า “นั่นคือความสงบของผู้ฝึกตนพะยะค่ะ”

เพียงแค่ก้าวแรกที่เห็นความสงบของคณะสงฆ์ ใจที่ร้อนรุ่มของพระราชาเริ่มเย็นลง และนี่คือจุดเริ่มต้นของคำถามเปลี่ยนชีวิต


๒. คำถามมูลค่ามหาศาล (The Million Dollar Question)

เมื่อได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ พระเจ้าอชาตศัตรูยิงคำถามตรงประเด็นทันที ไม่อ้อมค้อม คำถามของท่านคือ: “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อาชีพต่างๆ ในโลกนี้ เช่น พลช้าง พลรถ ชาวนา พ่อค้า เขารับราชการ เขาทำงาน เขาก็เห็นผลตอบแทนทันตา ได้เงินมาเลี้ยงลูกเมีย ได้ความสุขในปัจจุบัน… แล้วการเป็นสมณะ การมาบวชถือศีลปฏิบัติธรรมเนี่ย มีผลที่เห็นได้ชัดเจนในปัจจุบัน (สามัญญผล) เหมือนอาชีพพวกนั้นไหม?”

โยมเห็นไหม? นี่คือคำถามเดียวกับที่เราถามกันเลย “ทำดีแล้วได้อะไรเดี๋ยวนี้?” มาฟังคำตอบของพระพุทธเจ้ากัน พระองค์ไม่ได้ตอบด้วยเรื่องสวรรค์ นรก หรือชาติหน้า แต่พระองค์ตอบด้วย “ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในชาตินี้” เป็นลำดับขั้น เหมือนการไต่บันไดแห่งความสุข


๓. ผลกำไรขั้นที่ ๑: อิสรภาพทางสังคม (Social Freedom)

พระพุทธเจ้าตรัสถามพระราชาคืนว่า “มหาราช สมมติว่าท่านมี ‘ทาส’ คนหนึ่ง ต้องตื่นก่อนนอนทีหลัง คอยรับใช้ท่าน วันหนึ่งทาสคนนี้คิดได้ว่า ‘ทำไมเราต้องมาเป็นทาสแบบนี้’ เขาจึงออกบวช ประพฤติดีปฏิบัติชอบ… เมื่อท่านไปเจออดีตทาสคนนี้ที่บวชเป็นพระ ท่านจะยังสั่งให้เขามานวดหลังให้ท่านไหม?”

พระราชาตอบทันที: “หามิได้ พระพุทธเจ้าข้า! ข้าพระองค์กลับจะต้องลุกรับ กราบไหว้ และถวายภัตตาหารแก่ท่านเสียอีก”

นี่คือผลข้อแรก โยม! การปฏิบัติธรรมเปลี่ยน “สถานะ” ของคน จากคนที่เคยเป็นทาสกิเลส ทาสสังคม หรือคนธรรมดาที่ไม่มีใครสนใจ พอเขาตั้งใจทำดี มีศีลธรรม สังคมจะหันมาเคารพยกย่อง บทเรียนสำหรับเรา: การทำความดี เป็นการ Upgrade ตัวเองที่ดีที่สุด ไม่ว่าโยมจะจบอะไรมา จะรวยหรือจน ถ้าโยมมี “ศีลธรรม” โยมจะมีเกียรติ มีความสง่างามที่เงินซื้อไม่ได้ นี่คือกำไรข้อแรกที่เห็นทันตา


๔. ผลกำไรขั้นที่ ๒: ความสุขที่ไร้หนี้ (The Happiness of No Debt)

ต่อมา พระพุทธเจ้าตรัสถึงผลที่ลึกซึ้งเข้าไปในใจ นั่นคือเรื่องของ “ศีล” หลายคนมองว่าศีลคือข้อห้าม คือกรงขังที่ทำให้อึดอัด แต่พระพุทธองค์เปรียบเทียบศีลเหมือน “ความปลอดภัย”

พระองค์ตรัสเปรียบเทียบว่า คนที่ไม่มีศีล ก็เหมือนคนที่มี “หนี้สิน” ล้นพ้นตัว จะเดินไปไหนก็หวาดระแวง กลัวเจ้าหนี้ทวง กลัวกฎหมายเล่นงาน แต่คนที่รักษาศีลบริสุทธิ์ (จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล) ย่อมมีความกล้าหาญ “เหมือนคนที่ชำระหนี้หมดแล้ว มีทรัพย์เหลือใช้ จะเดินไปทางไหนก็องอาจผ่าเผย นอนหลับก็สนิท ไม่ต้องสะดุ้งตื่น”

ลองถามใจตัวเองดูสิโยม… วันที่เราโกหก วันที่เราทำผิด เรามีความสุขจริงไหม? ใจเรามันร้อน มันกลัวคนรู้ใช่ไหม? แต่วันไหนที่เราทำดี รักษาศีล ใจเรามัน “โล่ง” ไหม? นั่นแหละคือ “สามัญญผล” คือความสุขจากความไม่เดือดร้อนใจ (อวิปปฏิสาร) นี่คือกำไรขั้นที่สอง


๕. ผลกำไรขั้นที่ ๓: กำไรจากความสงบ (The Profit of Peace)

เมื่อใจสะอาดด้วยศีลแล้ว พระพุทธองค์ตรัสถึงขั้นต่อไป คือ “สมาธิ” พระองค์เปรียบเทียบคนที่มีกิเลสครอบงำ (นิวรณ์ ๕) ว่าเหมือนอะไรบ้าง? ๑. เหมือนคนเป็นหนี้ (กามฉันทะ – ความอยากได้) ๒. เหมือนคนป่วยหนัก (พยาบาท – ความโกรธแค้น) ๓. เหมือนคนติดคุก (ถีนมิทธะ – ความหดหู่ ซึมเศร้า) ๔. เหมือนคนเป็นทาส (อุทธัจจกุกกุจจะ – ความฟุ้งซ่าน) ๕. เหมือนคนหลงทางในทะเลทราย (วิจิกิจฉา – ความลังเลสงสัย)

โยมฟังแล้วคุ้นๆ ไหม? นี่มันอาการของคนยุคปัจจุบันชัดๆ! เราเป็นหนี้บัตรเครดิตทางความสุข (อยากได้ของใหม่ตลอด), เราป่วยทางใจเพราะโกรธคนง่าย, เราติดคุกความคิดตัวเอง (Overthinking), เราเป็นทาสของยอดไลค์, และเราหลงทางไม่รู้เป้าหมายชีวิต

แต่เมื่อมาปฏิบัติธรรม… เมื่อจิตละนิวรณ์เหล่านี้ได้ จิตจะเข้าสู่ “ฌาน” หรือความตั้งมั่น พระองค์เปรียบเหมือน “บ่อน้ำทิพย์ที่ใสสะอาดและเย็นฉ่ำ” ที่ผุดขึ้นมากลางใจ ความสุขจากสมาธินี้ มันประณีตกว่าความสุขจากการกิน เที่ยว หรือช้อปปิ้งเป็นล้านเท่า มันคือความสุขที่ “ไม่ต้องซื้อ” และ “ไม่มีใครขโมยไปได้” นี่คือกำไรที่คุ้มค่าที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งจะพึงมี


๖. ผลกำไรสูงสุด: อิสรภาพที่แท้จริง (Ultimate Freedom)

และสุดท้าย พระพุทธองค์ตรัสถึงยอดพีระมิดของการลงทุนนี้ นั่นคือ “ปัญญา” (วิชชา) เมื่อจิตสงบ จิตจะมีพลังเหมือนไฟฉายคุณภาพสูง ส่องไปเห็นความจริงของชีวิต (วิปัสสนาญาณ) เห็นว่ากายนี้ไม่ใช่ของเรา ความโกรธไม่ใช่ของเรา ความทุกข์ไม่ใช่ของเรา

สุดท้าย จิตจะเกิด “อาสวักขยญาณ” คือปัญญาที่ทำลายกิเลสได้สิ้นเชิง พระองค์เปรียบเหมือน “คนตาดี ยืนอยู่บนยอดเขา มองเห็นสิ่งต่างๆ ข้างล่างได้ชัดเจน” เขาจะเห็นเลยว่า ชีวิตที่ผ่านมาเราหลงมัวเมาไปกับอะไรบ้าง และตอนนี้เรา “หลุดพ้น” แล้ว ไม่มีความทุกข์ใดๆ มาพันธนาการใจเขาได้อีก นี่คือ “นิพพาน”


บทสรุปส่งท้าย: หันกลับมามองที่ใจเรา

สาธุชนทั้งหลาย… เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูได้ฟังจบ ท่านถึงกับร้องไห้… ไม่ใช่เสียใจ แต่คือความตื้นตันใจ ท่านกราบทูลว่า “แจ่มแจ้งเหลือเกินพระเจ้าข้า! เหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง” คำสอนนี้ทำให้กษัตริย์ผู้ฆ่าพ่อ เปลี่ยนจากคนบาปหนา กลายเป็นพุทธมามกะผู้ยิ่งใหญ่ เป็นกำลังสำคัญในการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๑ ถ้าไม่มีท่าน เราอาจไม่มีพระไตรปิฎกอ่านในวันนี้

วันนี้อาตมาอยากฝากข้อคิดทิ้งท้ายให้พวกเราว่า

เรามัวแต่วิ่งหา “กำไรชีวิต” จากภายนอกกันมานานแค่ไหนแล้ว? เราทำงานหนักเพื่อซื้อบ้านที่อาจจะไม่ได้อยู่ ซื้อเตียงที่นอนไม่หลับ ซื้ออาหารหรูๆ ที่กินแล้วก็ยังทุกข์

สามัญญผลสูตร กำลังบอกเราว่า “ความสุขที่แท้จริง ไม่ต้องรอชาติหน้า” ๑. เริ่มที่ “ศีล”: เลิกเบียดเบียน แล้วโยมจะได้ความปลอดภัยทางใจ ๒. ต่อด้วย “สมาธิ”: หยุดวิ่ง หยุดคิด แล้วโยมจะได้ความพักผ่อนที่แท้จริง ๓. จบที่ “ปัญญา”: เข้าใจโลกตามความเป็นจริง แล้วโยมจะเป็นอิสระ

การลงทุนในทางธรรม ไม่มีความเสี่ยง มีแต่กำไร และกำไรนั้น คือ “ใจที่เบา และเป็นสุข”

ขอให้ทุกท่านจงเป็นผู้ฉลาดในการลงทุนชีวิต ให้สมกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา ขอความสุข ความเจริญ ความรู้แจ้งเห็นจริงในธรรม จงบังเกิดมีแก่โยมทุกท่าน เทอญ.

เจริญพร.

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *