บทธรรมเทศนา ตอนที่ ๘ เสียงเพรียกจากปรโลก: เมื่อราชาผู้ยิ่งใหญ่กลับมายืนยันความจริง

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

เจริญพรญาติโยม สาธุชนผู้มีบุญทุกท่าน…

วันนี้อาตมาอยากชวนพวกเราคุยเรื่องที่ท้าทายความรู้สึก และเป็นคำถามที่ค้างคาใจมนุษย์เรามาตลอดประวัติศาสตร์ นั่นคือคำถามว่า “ตายแล้วไปไหน?” และ “ความดีที่เราทำ มันส่งผลจริงหรือ?”

เราอยู่ในยุคของข้อมูลข่าวสาร ยุคของวิทยาศาสตร์ ทุกอย่างต้องมี Data ต้องมีสถิติ ต้องมีหลักฐานยืนยัน (Proof) ถ้าไม่มีหลักฐาน เราก็มักจะปัดตกไปว่าเป็นเรื่องงมงาย เป็นเรื่องเล่านิทาน แต่วันนี้ อาตมาจะหยิบยก “หลักฐานชิ้นสำคัญ” จากพระไตรปิฎก มาเล่าให้ฟัง หลักฐานชิ้นนี้ ไม่ใช่คำบอกเล่าลอยๆ แต่เปรียบเสมือน “รายงานจากผู้เห็นเหตุการณ์จริง” (Eyewitness Report) ของบุคคลระดับประวัติศาสตร์ ผู้ซึ่งเคยยิ่งใหญ่คับฟ้าในโลกมนุษย์ และได้กลับมายืนยันด้วยตัวเองว่า “โลกหน้ามีจริง และธรรมะมีผลจริง”

เรื่องราวนี้ปรากฏอยู่ใน “ชนวสภสูตร”

๑. ความกังวลของพระอานนท์: เมื่อข้อมูลขาดหาย

เรื่องมันเริ่มขึ้นในสมัยพุทธกาล ช่วงท้ายๆ ของพระชนม์ชีพพระพุทธเจ้า ณ บ้านนาทิกะ แคว้นวัชชี… วันนั้นบรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและความหวัง เพราะมีศิษยานุศิษย์ล้มตายไปจำนวนมาก พระพุทธองค์ทรงทำหน้าที่เสมือน “ผู้ชี้ทาง” ทรงพยากรณ์คติของคนที่ตายไปแล้วว่า คนนั้นไปสวรรค์ชั้นนี้ คนนี้เป็นพระโสดาบัน คนนั้นเป็นพระอนาคามี… ญาติพี่น้องที่ได้ฟังก็ชื่นใจ ว่าคนที่เขารักไปดี

แต่ท่ามกลางความยินดีนั้น… มีภิกษุรูปหนึ่งนั่งหน้าเครียด ท่านคือ พระอานนท์ พุทธอุปัฏฐาก พระอานนท์ท่านเป็นคนช่างสังเกต ท่านเอะใจขึ้นมาว่า “เอ๊ะ… พระพุทธองค์พยากรณ์คนโน้นคนนี้มากมาย แต่ทำไมทรงลืมคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งไป?”

คนๆ นั้นคือ “พระเจ้าพิมพิสาร” จอมทัพแห่งแคว้นมคธ ราชาผู้ยิ่งใหญ่ที่เป็นโยมอุปัฏฐากคนแรกๆ ของพระพุทธศาสนา ผู้ถวายวัดเวฬุวัน ผู้ที่รักและศรัทธาพระพุทธเจ้าสุดหัวใจ แต่ชีวิตบั้นปลายท่านน่าเศร้า… ท่านถูกพระราชโอรสยึดอำนาจและสวรรคตอย่างทรมาน

พระอานนท์คิดในใจว่า “พระเจ้าพิมพิสารทำดีขนาดนี้ ถ้าพระพุทธองค์ไม่พูดถึงท่านเลย หรือถ้าท่านไปเกิดในที่ที่ไม่ดี… คนทั้งหลายคงจะหมดศรัทธาแน่ๆ ว่าทำดีแล้วไม่ได้ดี” ความกังวลของพระอานนท์ ไม่ใช่ความสงสัยในพระพุทธเจ้า แต่เป็นความห่วงใยใน “ความยุติธรรม” ของกฎแห่งกรรม

๒. การปรากฏตัวของ “พยานปากเอก”

เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบวาระจิตของพระอานนท์ พระองค์ไม่ได้ทรงตอบด้วยคำพูดทันที แต่ทรงใช้สมาธิจิตตรวจสอบเหตุการณ์ ทันใดนั้นเอง… เรื่องมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น!

มี “ยักษ์” ตนหนึ่งปรากฏกายขึ้นต่อหน้าพระพักตร์ โยมอย่าเพิ่งนึกภาพยักษ์เขี้ยวโง้ง น่ากลัวเหมือนในหนังนะ คำว่า “ยักษ์” ในภาษาบาลีสมัยนั้น หมายถึง อมนุษย์ชั้นสูง หรือเทพารักษ์ผู้ทรงฤทธิ์ ยักษ์ตนนี้มีผิวพรรณงดงาม เปล่งปลั่ง รัศมีสว่างไสว ยืนถวายบังคมพระพุทธเจ้า แล้วประกาศชื่อตัวเองเสียงดังฟังชัดว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า… ข้าพเจ้าคือ ชนวสภะ… ข้าพเจ้าคือ ชนวสภะ”

พระพุทธองค์ทรงหันไปถามพระอานนท์ว่า “อานนท์ เธอเคยได้ยินชื่อยักษ์ตนนี้ไหม?” พระอานนท์ขนลุกซู่ กราบทูลว่า “ไม่เคยเลยพระเจ้าข้า แต่ดูจากรัศมีแล้ว ต้องไม่ใช่ยักษ์กระจอกงอกง่อยแน่นอน”

วินาทีนั้นเอง ยักษ์ตนนั้นก็เฉลยความจริงที่สั่นสะเทือนความรู้สึก ท่านประกาศว่า: “ข้าแต่พระสุคต… ข้าพเจ้าคือ พิมพิสาร! ข้าพเจ้าคือ พิมพิสาร!”

โยมลองจินตนาการดูนะ… เพื่อนเก่าที่จากไป กษัตริย์ที่ล่วงลับ กลับมายืนยันตัวตนต่อหน้า พระเจ้าพิมพิสารไม่ได้หายไปไหน ไม่ได้ตกนรกเพราะถูกลูกทรมาน แต่ท่านกลับมาในร่างใหม่ ชื่อใหม่ ภพภูมิใหม่ที่สูงส่งกว่าเดิม

๓. รายงานสถานะ: ความมั่นคงของชีวิต (Life Security)

ท่านชนวสภยักษ์ (อดีตพระเจ้าพิมพิสาร) ได้เล่า “Report” ชีวิตหลังความตายของท่านให้ฟัง ซึ่งน่าสนใจมากสำหรับพวกเราทุกคน ท่านบอกว่า ตอนนี้ท่านเป็นสหายสนิทของ ท้าวเวสวัณมหาราช (หนึ่งในจตุมหาราชิกา ผู้ดูแลทิศเหนือ) และสิ่งที่สำคัญที่สุด ท่านยืนยันสถานะทางจิตวิญญาณของท่านว่า: “ข้าพระพุทธเจ้า เป็นพระโสดาบัน… มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา มีอันจะตรัสรู้ในเบื้องหน้า”

คำว่า “พระโสดาบัน” นี่สำคัญมากนะโยม เปรียบเหมือนคนที่ได้ “วีซ่าถาวร” (Permanent Resident) ของความปลอดภัย คนทั่วไป ตายแล้วต้องลุ้นว่าจะไปนรก หรือสวรรค์ เหมือนโยนเหรียญหัวก้อย เสี่ยงดวงเอา แต่พระโสดาบัน คือคนที่ “ปิดประตูนรก” ถาวร ไม่ว่าจะเกิดอีกกี่ชาติ ก็การันตีได้ว่า จะได้เกิดในที่ดี สุคติภูมิเท่านั้น และจะพัฒนาตัวเองจนถึงนิพพานแน่นอน

พระเจ้าพิมพิสารบอกว่า ท่านวางแผนชีวิตระยะยาวไว้แล้ว (Long-term Plan) ท่านจะท่องเที่ยวไปมาระหว่างโลกมนุษย์และเทวโลก รวม ๑๔ ครั้ง (สวรรค์ ๗ มนุษย์ ๗) และตอนนี้ท่านเป็นสหายท้าวเวสวัณมาแล้วถึง ๗ ครั้ง! นี่คือเครื่องยืนยันว่า “การปฏิบัติธรรม ไม่ใช่เรื่องสูญเปล่า” แม้ร่างกายจะแตกดับ อำนาจวาสนาความเป็นกษัตริย์จะทิ้งไว้บนโลก… แต่ “สถานะทางธรรม” มันติดตัวไปเหมือนเงาตามตัว มันคือทรัพย์สินเดียวที่ท่านเอาไปได้จริง

๔. ความลับจากสวรรค์: หลักสูตรความสำเร็จ

แต่เรื่องที่พีคกว่านั้น คือสิ่งที่ท่านชนวสภะเล่าให้ฟังจากสวรรค์ ท่านเล่าถึงบรรยากาศใน “สุธรรมาสภา” (รัฐสภาของเทวดาชั้นดาวดึงส์) ท่านบอกว่า ในสวรรค์นั้น เทวดาเขาวัด “บารมี” กันที่ธรรมะนะโยม เทวดาองค์ไหนที่เพิ่งตายจากมนุษย์ แล้วตอนเป็นมนุษย์ได้ประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา พอไปเกิดบนสวรรค์ จะมีรัศมีสว่างไสว มีวรรณะ มียศศักดิ์ เหนือกว่าเทวดาเจ้าถิ่นเดิมๆ เสียอีก (นี่แสดงว่า การบวชใจ การปฏิบัติธรรมตอนเป็นคน มีค่ามากกว่าการทำบุญทั่วไปมหาศาล)

และท่านยังได้นำ “หลักสูตรความสำเร็จ” (Key Success Factors) ที่มหาพรหม (ท้าวสนังกุมาร) มาแสดงให้เทวดาฟัง มาบอกต่อพวกเรา หลักธรรมนั้นคือ “อิทธิบาท ๔”

โยมอาจจะเคยได้ยิน… ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เรามักนึกว่าเป็นคาถาเรียนเก่ง หรือคาถาทำงานสำเร็จ แต่พระเจ้าพิมพิสารในร่างยักษ์ยืนยันว่า นี่คือคาถาแสดงฤทธิ์! ท่านบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นสมณะ พราหมณ์ หรือเทวดาหน้าไหน จะมีฤทธิ์เดช มีความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ได้ ล้วนต้องผ่านกระบวนการนี้ทั้งนั้น

๑. ฉันทะ: ต้องมีใจรัก (Passion) ในการปฏิบัติ ไม่ใช่ทำเพราะถูกบังคับ ๒. วิริยะ: ต้องมีความเพียร (Diligence) ไม่ย่อท้อ ๓. จิตตะ: ต้องมีใจจดจ่อ (Focus) ไม่วอกแวก ๔. วิมังสา: ต้องใช้ปัญญาไตร่ตรอง (Analysis) ตรวจสอบสิ่งที่ทำ

แม้แต่เทวดา ยักษ์ มาร พรหม จะยิ่งใหญ่ได้ ก็ต้องใช้อิทธิบาท ๔ แล้วเราที่เป็นมนุษย์ อยากจะประสบความสำเร็จทั้งทางโลกและทางธรรม จะทิ้ง ๔ ข้อนี้ได้อย่างไร?

๕. สถิติที่น่าตื่นตะลึง: ใครๆ ก็ทำได้

ก่อนจะจบการสนทนา ท่านชนวสภยักษ์ทิ้งท้ายด้วยข้อมูลที่ทำให้อาตมาอยากจะกราบหัวใจท่าน ท่านบอกว่า… ไม่ใช่แค่ท่านคนเดียวนะที่เป็นพระโสดาบัน แต่ชาวมคธ (ชาวบ้านธรรมดา พ่อค้า แม่ค้า ทหาร ชาวนา) ที่ตายไปแล้ว ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน เป็นผู้ไม่ตกต่ำ มีจำนวนถึง ๒,๔๑๑,๐๐๐ คน! (สองล้านสี่แสนหนึ่งหมื่นหนึ่งพันคน)

ตัวเลขนี้บอกอะไรเรา? มันบอกว่า “นิพพานเป็นเรื่องของทุกคน” ไม่ใช่เรื่องของพระสงฆ์องค์เจ้าเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องของคนแก่เฒ่า แต่คนธรรมดาที่ทำมาหากิน มีลูกมีเมีย อยู่ในสังคมที่วุ่นวายอย่างแคว้นมคธ ก็สามารถยกระดับจิตใจเป็นอริยบุคคลได้ถึง ๒ ล้านกว่าคน ขอเพียงแค่มีศรัทธาที่ถูกต้อง และมีการปฏิบัติที่ถูกทาง

บทสรุป

ญาติโยมสาธุชนทั้งหลาย… เรื่องราวของพระเจ้าพิมพิสาร หรือ ชนวสภยักษ์ ในวันนี้ ให้บทเรียนที่ล้ำค่าแก่เรา ๓ ข้อ คือ

๑. ความตายไม่ใช่จุดจบ: ชีวิตเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง (Continuum) สิ่งที่เราทำในวันนี้ จะเป็นฐานข้อมูล (Database) ส่งผลไปยังภพหน้าแน่นอน ใครทำดีย่อมได้ดี ใครฝึกจิตย่อมได้ปัญญา ติดตัวไปจริง

๒. โสดาบันคือเป้าหมายแรก: ในชีวิตนี้ เราอาจจะตั้งเป้าอยากมีบ้าน มีรถ มีเงินเก็บร้อยล้าน… ไม่ผิดหรอกโยม แต่นั่นคือเป้าหมายชั่วคราว เป้าหมายที่แท้จริงที่อาตมาอยากให้ทุกคนตั้งไว้คือ “ขอให้ชาตินี้ ได้เข้าถึงกระแสธรรม เป็นพระโสดาบัน” เพราะมันคือประกันชีวิตฉบับเดียวที่คุ้มครองเราข้ามภพข้ามชาติ ไม่ต้องเสี่ยงภัยในนรกอีกต่อไป

๓. เราทำได้: อย่าดูถูกตัวเองว่าเป็นคนบาป เป็นคนธรรมดา ไม่มีเวลา ขนาดชาวเมืองมคธ ๒ ล้านกว่าคนทำได้ พระเจ้าพิมพิสารที่มีภารกิจรบพุ่ง บริหารบ้านเมืองมากมาย ท่านก็ยังทำได้ แล้วทำไมเราจะทำไม่ได้?

วิธีทำก็เริ่มที่ใจ… เริ่มที่ “อิทธิบาท ๔” ที่ท่านยักษ์แนะนำ รักที่จะทำดี (ฉันทะ) ขยันที่จะละกิเลส (วิริยะ) จดจ่ออยู่กับสติ (จิตตะ) และหมั่นพิจารณาตัวเอง (วิมังสา) ทำวันละนิด สะสมไปเรื่อยๆ เหมือนน้ำหยดลงตุ่ม สักวันมันต้องเต็ม

วันนี้ ขอให้เรื่องราวของพระเจ้าพิมพิสาร เป็นกำลังใจให้พวกเรา เมื่อใดที่ท้อแท้ในการทำความดี ขอให้นึกถึงเสียงของยักษ์ชนวสภะที่ดังก้องกังวานต่อหน้าพระพุทธองค์ว่า… “พระพุทธศาสนานี้มีผลจริง การหลุดพ้นมีจริง และเราพิสูจน์มาแล้ว!”

ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และบารมีธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงปกปักรักษาญาติโยมทุกท่าน ให้เป็นผู้มีดวงตาเห็นธรรม มีความมั่นคงในชีวิต ทั้งโลกนี้และโลกหน้า เข้าถึงความเป็นอริยบุคคล พ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ตลอดกาลนานเทอญ…

เจริญพร

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *