บทเทศนาธรรม ตอนที่ ๑๐ มหาสงครามจักรวาลที่เงียบที่สุด: เมื่อมารพ่ายแพ้แก่ผู้ไม่มีตัวตน
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
เจริญพรญาติโยม สาธุชนผู้มีบุญทุกท่าน…
วันนี้อาตมาจะพาพวกเราไปดู “หนังฟอร์มยักษ์” สักเรื่องหนึ่ง แต่หนังเรื่องนี้ ไม่ได้ฉายในโรงภาพยนตร์ ไม่ได้สร้างจากสตูดิโอฮอลลีวูด แต่มันคือ “เหตุการณ์จริง” ที่ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์พุทธศาสนา เหตุการณ์นี้ยิ่งใหญ่ระดับจักรวาล เป็นการรวมตัวกันของสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังที่สุดจากทั่วสารทิศ ชนิดที่ว่า “Avengers Endgame” หรือ “Star Wars” ยังต้องชิดซ้าย
พระสูตรนี้ชื่อว่า “มหาสมัยสูตร”
๑. ปฐมบท: พิกัดศักดิ์สิทธิ์ ณ ป่ามหาวัน
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นที่ “ป่ามหาวัน” ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของพระพุทธเจ้า วันนั้น พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ท่ามกลางภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ๕๐๐ รูป ความพิเศษคือ ภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูปนี้ ไม่ใช่ภิกษุธรรมดา แต่ล้วนเป็น “พระอรหันต์” ผู้หมดจดจากกิเลสโดยสิ้นเชิง
โยมลองจินตนาการดูนะ… จิตของพระอรหันต์นั้นบริสุทธิ์ สว่างไสว และทรงพลังมาก เมื่อพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์มารวมตัวกัน พลังงานความบริสุทธิ์ (Pure Energy) มันมหาศาลขนาดไหน? มันมหาศาลจนส่งสัญญาณไปไกลถึง “หมื่นโลกธาตุ” เหมือนเราเปิดไฟสปอร์ตไลท์ที่สว่างที่สุดในจักรวาล จนเทวดา นางฟ้า พรหม ยักษ์ นาค ครุฑ จากทั่วทุกมุมจักรวาล ต้องหันมามอง แล้วพากันเหาะเหินเดินอากาศมาที่ป่าแห่งนี้
ทำไมเขาถึงมา? เขาไม่ได้มาดูคอนเสิร์ต ไม่ได้มาดูโชว์ แต่เขามาเพื่อ “ชมบารมี” ของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ ผู้เป็น “ผู้ชนะที่แท้จริง”
๒. เปิดบัญชีเทพ: แขก VIP ระดับจักรวาล
ในพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าทรงทำหน้าที่เป็น “เจ้าบ้าน” ที่น่ารักมาก ทรงกลัวว่าภิกษุบางรูปที่ไม่เก่งเรื่องฤทธิ์ จะไม่เห็นว่าใครมาบ้าง พระองค์จึงทรงเปิด “ตาใน” ให้ภิกษุเห็น แล้วทรงไล่เรียงรายชื่อแขกผู้มีเกียรติให้ฟัง อาตมาจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า “งานนี้ช้างชนช้าง” ขนาดไหน
กลุ่มแรก… ยักษ์เจ้าถิ่น จากภูเขาต่าง ๆ นับหมื่นตน กลุ่มสอง… จตุโลกบาลทั้ง ๔ ผู้คุมทิศทั้งสี่ ท้าวธตรัฐ (คุมคนธรรพ์ นักดนตรี), ท้าววิรุฬหก (คุมกุมภัณฑ์), ท้าววิรูปักษ์ (คุมนาค), และ ท้าวกุเวร หรือเวสสุวรรณ (คุมยักษ์) มากันพร้อมหน้า กลุ่มสาม… คู่ปรับตลอดกาล พญานาค กับ พญาครุฑ ปกติเจอกันต้องตีกันใช่ไหม? แต่งานนี้ ด้วยบารมีพระพุทธเจ้า ทั้งสองเผ่าพันธุ์ทำ “สัญญาสงบศึก” (Ceasefire) ทักทายกันด้วยคำหวาน แล้วนั่งฟังธรรมข้าง ๆ กัน กลุ่มสี่… อสูร ผู้เกรี้ยวกราด ที่เคยถูกพระอินทร์ไล่ลงไปอยู่ใต้สมุทร ก็มาร่วมงานด้วยความเคารพ กลุ่มห้า… เทพธรรมชาติ เทพดิน น้ำ ลม ไฟ พระอาทิตย์ พระจันทร์ ดวงดาว กลุ่มหก… พรหมชั้นสูง ผู้มีรัศมีกายสว่างไสว
โยมเห็นไหม… ความแตกต่างหลากหลาย (Diversity) ในจักรวาลนี้ มันรวมเป็นหนึ่งได้ ด้วยสิ่งเดียว คือ “ธรรมะ” ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นภาษาสากลที่เชื่อมโยงทุกภพภูมิเข้าด้วยกัน
๓. จุดไคลแม็กซ์: เมื่อ “ด้านมืด” บุก
หนังดีต้องมีตัวร้าย… และตัวร้ายระดับบอสในเรื่องนี้ ก็ปรากฏตัวขึ้นกลางงาน ขณะที่งานกำลังดำเนินไปอย่างศักดิ์สิทธิ์ สงบ ร่มเย็น จู่ ๆ… “พญามาร” และกองทัพเสนามาร ก็บุกเข้ามา!
พญามารเห็นเทพเทวดามารวมตัวกันเยอะ ๆ ก็เกิดความริษยา เกิดความอยากจะครอบงำ เขาตะโกนสั่งลูกน้องด้วยเสียงอันดังลั่นว่า: “จับพวกมันไว้! ผูกมัดพวกมันด้วยราคะ (ความกำหนัด)! อย่าให้ใครหนีรอดไปได้!”
พร้อมกับแสดงฤทธิ์ ตบพื้นดินจนเกิดเสียงกึกก้องกัมปนาท ฟ้าถล่มดินทลาย หวังจะข่มขวัญให้พระภิกษุและเทวดาแตกตื่น เป้าหมายของมารคือ จะใช้ “ราคะ” (ความอยาก ความรัก ความหลง) เป็นเชือกมัดใจทุกคนให้ตกเป็นทาสของเขา
๔. ชัยชนะที่เงียบที่สุด: The Passive Victory
วินาทีนั้น… ถ้าเป็นหนังฮอลลีวูด พระเอกคงต้องชักดาบเลเซอร์ หรือปล่อยพลังใส่ตัวร้าย ใช่ไหม? แต่ในมหาสมัยสูตร… ฉากจบมัน “ลึกซึ้ง” กว่านั้นมาก
พระพุทธเจ้าทรงเตือนสติภิกษุสั้น ๆ ว่า “ภิกษุทั้งหลาย… มารมาแล้ว จงรู้เท่าทัน” เพียงเท่านี้… โยมเชื่อไหม? กองทัพมารที่เกรี้ยวกราด พยายามจะยัดเยียดความรัก ความโลภ ความโกรธ ใส่พระอรหันต์ แต่ปรากฏว่า… “ทำอะไรไม่ได้เลย”
เหมือนมารปาโคลนใส่ “อากาศ” … โคลนมันก็ทะลุผ่านไป ไม่ติดอะไร เหมือนมารจุดไฟเผา “น้ำ” … ไฟมันก็ดับไปเอง จิตของพระอรหันต์ ๕๐๐ รูปนั้น “ว่างเปล่าจากตัวตน” ท่านตัด “เสาเขื่อน” (ความยึดมั่น) ทิ้งไปหมดแล้ว ไม่มี “ปุ่ม” ให้มารกดเล่นอีกต่อไป ไม่มีความอยากให้มารหลอกล่อ ไม่มีความกลัวให้มารข่มขู่
สุดท้าย… กองทัพมารต้องถอยทัพกลับไปเอง ด้วยความพ่ายแพ้ แพ้ให้กับความนิ่ง แพ้ให้กับความบริสุทธิ์ แพ้ให้กับใจที่ไม่ยึดติด
๕. บทสรุป
ญาติโยมสาธุชนทั้งหลาย… มหาสมัยสูตร ไม่ได้จบแค่ในคัมภีร์ แต่มันกำลังดำเนินอยู่ในชีวิตจริงของพวกเราทุกคน
ทุกวันนี้ เราก็กำลังทำสงครามอยู่… สงครามกับ “มาร” มารในที่นี้ ไม่ใช่ยักษ์ตัวเขียวถือกระบอง แต่คือ “กิเลส” ในใจเรา… ความโกรธเวลาใครขับรถปาดหน้า ความโลภเวลาเห็นของลดราคา ความหลงในรูปเสียงกลิ่นรส มารพวกนี้ พยายามตะโกนใส่เราทุกวันว่า “จับมันไว้! ผูกมันไว้! อย่าให้มันสงบ!”
เราจะชนะมารพวกนี้ได้อย่างไร? พระพุทธเจ้าให้คำตอบไว้แล้วในมหาสมัยสูตร ชัยชนะที่แท้จริง ไม่ใช่การไปสู้รบตบมือ ไม่ใช่การไปด่าตอบ หรือใช้ความรุนแรง แต่คือการ “สร้างเกราะคุ้มกันจิตใจ”
๑. รักษาอินทรีย์: เหมือนที่พระอรหันต์ท่านทำ คือระวัง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้รับขยะเข้ามา ๒. ทำจิตให้ตรง: มีสติรู้ทันอารมณ์ที่เข้ามากระทบ ๓. ถอนเสาเขื่อน: คือลดละ “อัตตา” ความเป็นตัวกูของกู
ถ้าใจเรานิ่ง… ถ้าใจเราไม่ยึดติด… ต่อให้มารภายนอกจะร้ายกาจแค่ไหน ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาครอบครัว ปัญหาที่ทำงาน จะถาโถมเข้ามา มันก็จะทำอะไรใจเราไม่ได้ เหมือนกองทัพมารที่พ่ายแพ้แก่พระอรหันต์
วันนี้ ขอให้โยมทุกคน ได้รับพลังจากพระสูตรนี้ ขอให้มีกำลังใจในการต่อสู้กับกิเลส ขอให้มี “สติ” เป็นอาวุธ มี “ปัญญา” เป็นเกราะกำบัง และขอให้เข้าถึง “ความสงบเย็น” ที่มารหน้าไหนก็ทำลายไม่ได้
ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และบารมีธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงปกปักรักษาญาติโยมทุกท่าน ให้เป็นผู้ชนะในสนามรบแห่งชีวิต มีความสุข ความเจริญ ทั้งทางโลกและทางธรรม ตลอดกาลนานเทอญ…
เจริญพร

