บทธรรมเทศนา ตอนที่ ๑๑: “เมื่อพระอินทร์เผชิญวิกฤตวัยกลางคน และคำถามหยุดโลกที่ถ้ำอินทสาล”

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

เจริญพรญาติโยม สาธุชนผู้มีบุญ มีปัญญาใคร่รู้ในธรรมทุกท่าน…

วันนี้อาตมาอยากชวนพวกเรามาคุยกันเรื่อง “ความทุกข์” และ “ปัญหาโลกแตก” พวกเรามักจะคิดว่า คนที่มีความทุกข์ คือคนที่ไม่มีเงิน คนที่ตกงาน หรือคนที่ป่วยไข้ ส่วนคนที่มีอำนาจวาสนา เป็นเศรษฐี เป็นผู้นำประเทศ คงจะมีความสุข สบายใจ ไร้กังวล

แต่ความจริงแล้ว… ไม่ใช่เลยโยม วันนี้อาตมาจะพาพวกเราย้อนเวลากลับไปฟังเรื่องราวในพระไตรปิฎก เรื่องราวของบุคคลผู้หนึ่งที่เรียกได้ว่า “ยิ่งใหญ่ที่สุด” ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นั่นคือ “ท้าวสักกะ” หรือที่คนไทยเราเรียกกันติดปากว่า “พระอินทร์”

เรื่องราวใน “สักกปัญหสูตร” นี้ จะทำให้เราเห็นว่า แม้แต่เทวดาเบอร์หนึ่งของสวรรค์ ก็ยังมีวันที่ “ไปไม่เป็น” มีวันที่ “มืดแปดด้าน” จนต้องซมซานลงมาหาคำตอบจากพระพุทธเจ้า

๑. วิกฤตการณ์บนสวรรค์: เมื่อเทพเจ้าก็กลัวตาย

เรื่องมันเริ่มขึ้น ณ ถ้ำอินทสาล แคว้นมคธ… ในเวลานั้น ท้าวสักกะจอมเทพ กำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตความเป็นทิพย์ ไม่ใช่ปัญหาสงครามกับอสูร ไม่ใช่ปัญหาขาดแคลนทิพยสมบัติ แต่เป็นปัญหาที่พวกเราทุกคนต้องเจอ นั่นคือ “ความตาย”

ท้าวสักกะรู้ตัวว่า “หมดเวลาแล้ว” อายุขัยทิพย์กำลังจะสิ้นสุดลง สัญญาณความตาย ๕ ประการ (บุพนิมิต) ปรากฏขึ้นแล้ว โยมลองจินตนาการดูนะ… เป็นถึงราชาแห่งสวรรค์ มีนางฟ้าแวดล้อม มีวิมานทองคำ มีอำนาจล้นฟ้า แต่ทั้งหมดนี้ กำลังจะหลุดลอยไป แล้วไม่รู้ด้วยว่าจะต้องไปเกิดเป็นอะไรต่อ จะตกนรกหรือเปล่าก็ไม่รู้ ความกลัวตาย (Maranabhaya) นี้ มันกัดกินใจท่านจนอยู่ไม่เป็นสุข

ท่านมองไปทั่วจักรวาล… ใครหนอที่จะช่วยปลดเปลื้อง “ลูกศรคือความโศก” นี้ได้? มหาพรหมก็ช่วยไม่ได้ ฤาษีชีไพรก็ช่วยไม่ได้ ท่านจึงนึกถึง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นบรมครูของเทวดาและมนุษย์

๒. การทูตด้วยเสียงเพลง: กลยุทธ์ของ “ปัญจสิขะ”

แต่การจะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้านั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ในเวลานั้น พระพุทธองค์ทรงปลีกวิเวก เข้าฌานสมาบัติอยู่ในถ้ำอินทสาล ท้าวสักกะท่านเป็นผู้บริหารระดับสูง ท่านมีความเกรงใจ ท่านรู้มารยาท (กาลเทศะ) ท่านไม่กล้าพรวดพราดเข้าไป ท่านจึงต้องใช้ “ตัวช่วย”

ท่านหันไปหาศิลปินเอกแห่งสวรรค์ เทพบุตรหนุ่มรูปหล่อ นามว่า “ปัญจสิขะ” ปัญจสิขะนี้ เป็นคนธรรพ์ (นักดนตรี) ถือพิณสีเหลืองทอง ท้าวสักกะบอกว่า “พ่อปัญจสิขะ… เธอช่วยไป ‘วอร์มเครื่อง’ ให้หน่อย ไปทำให้พระพุทธเจ้าโปรดปรานก่อน เราถึงจะกล้าเข้าไป”

สิ่งที่ปัญจสิขะทำ คือสิ่งที่น่าทึ่งมากโยม… เขาไม่ได้เข้าไปสวดมนต์ ไม่ได้เข้าไปนั่งสมาธิโชว์ แต่เขาไปยืนหน้าถ้ำ แล้วดีดพิณ ร้องเพลง! แล้วเพลงที่ร้อง ไม่ใช่เพลงธรรมะธัมโมทั่วไป แต่เป็น “เพลงรัก” (Love Song) ที่เขาแต่งจีบสาว (นางสุริยวัจฉสา)

เนื้อเพลงพรรณนาถึงความรัก ความคิดถึง ความปรารถนาในตัวนาง แต่… ในความรักนั้น เขาแฝงธรรมะเข้าไปด้วย เขาร้องว่า… “ข้าพเจ้าแสวงหาเธอ… ดุจพระอรหันต์แสวงหาธรรม” “ความรักของพี่ที่มีต่อน้อง… ยิ่งใหญ่ดุจทักษิณาทานที่ถวายแด่พระอรหันต์”

โยมเห็นไหม… นี่คือศิลปะ นี่คือ Soft Power เมื่อพระพุทธองค์ออกจากสมาธิ ทรงสดับเสียงเพลงนั้น พระองค์ไม่ได้ตำหนิว่า “เอ๊ะ… มาร้องเพลงรักอะไรหน้าวัด?” แต่พระองค์ตรัสชมเชยด้วยพระปัญญาอันชาญฉลาดว่า “ดูก่อนปัญจสิขะ… เสียงพิณของเธอ กลมกลืนกับเสียงร้อง เสียงร้องก็กลมกลืนกับเสียงพิณ ไม่แก่วง ไม่เพี้ยน ไพเราะจับใจ”

นี่คือความเมตตาและ Emotional Intelligence (ความฉลาดทางอารมณ์) ของพระพุทธเจ้า ทรงทราบดีว่า ถ้าพระองค์ดุ หรือไม่ทักทาย ปัญจสิขะจะเสียใจ ท้าวสักกะก็จะเกรงกลัวแล้วหนีกลับไป โอกาสที่จะบรรลุธรรมของเทวดาเป็นหมื่นๆ องค์ก็จะสูญเปล่า พระองค์จึงใช้ “เสียงเพลง” เป็นสะพานเชื่อมมิตรภาพ

๓. ผ่าตัดปัญหาโลกแตก: ทำไมเราถึงเกลียดกัน?

เมื่อบรรยากาศผ่อนคลาย ท้าวสักกะจึงได้โอกาสเข้าเฝ้า และได้ทูลถาม “คำถาม” ที่ค้างคาใจท่านมานานแสนนาน เป็นคำถามที่อาตมาเรียกว่า “ปัญหาโลกแตก” เพราะเป็นรากเหง้าของสงครามและความขัดแย้งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ท้าวสักกะถามว่า: “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ… สัตว์ทั้งหลาย ทั้งมนุษย์ เทวดา อสูร ต่างก็ปรารถนาความสุข ปรารถนาความไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนกัน… แต่ทำไมหนอ เขาถึงยังต้องจองเวรกัน ยังต้องรบราฆ่าฟันกันอยู่ร่ำไป?”

โยมสงสัยไหม? เราทุกคนอยากสงบ แต่ทำไมโลกไม่เคยสงบ? พระพุทธเจ้าทรงตอบแบบ Reverse Engineering (วิศวกรรมย้อนรอย) ทรงไล่สายปฏิจจสมุปบาทแห่งความขัดแย้ง ย้อนกลับไปหาต้นตอทีละขั้นๆ ดังนี้:

๑. ทำไมถึงทะเลาะกัน? เพราะมีความ “ริษยา” (Envy) และ “ความตระหนี่” (Miserliness) ริษยา คือไม่อยากให้คนอื่นได้ดี… ตระหนี่ คือไม่อยากให้ของของตนเสียไป สองตัวนี้แหละ คือ “เครื่องผูก” ให้โลกวุ่นวาย

๒. ริษยาและตระหนี่ มาจากไหน? มาจาก “สิ่งที่เป็นที่รัก และ ไม่เป็นที่รัก” (Like & Dislike) เพราะเรามีคนที่เราชอบ เราก็หวง… พอมีคนที่เราเกลียด เราก็อิจฉา

๓. ความรักความชัง มาจากไหน? มาจาก “ฉันทะ” (Desire/Passion) ความพอใจ ความอยาก ถ้าไม่มีความอยาก ก็ไม่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย

๔. ฉันทะ มาจากไหน? มาจาก “วิตก” (Thinking/Thought) การตรึกนึกคิด พอเราเริ่มคิด เริ่มปรุงแต่ง ความอยากมันก็ก่อตัว

๕. วิตก… ความคิดนี้มาจากไหน? (นี่คือรากเหง้า!) พระพุทธองค์ตรัสว่า มาจาก “ปปัญจสัญญาสังขา” (Papanca) คำนี้ลึกซึ้งมากโยม… “ปปัญจธรรม” คือ ธรรมเครื่องเนิ่นช้า การปรุงแต่งยืดเยื้อ อธิบายง่ายๆ คือ การที่จิตของเราไม่รับรู้ความจริงแบบตรงไปตรงมา แต่เอา “ตัวกู ของกู” เข้าไปใส่ เอาอคติเข้าไปใส่ เอาเรื่องราว (Storytelling) เข้าไปใส่ เช่น เห็นเขามองหน้า… แทนที่จะรู้แค่ว่าเขามอง ก็ปรุงแต่งไปว่า “มันมองหน้าหาเรื่อง” “มันดูถูกกู” “มันเป็นศัตรู” นี่แหละคือ ปปัญจธรรม… ตัวสร้างดราม่าในใจเรา!

๔. ทางออก (Solution): การบริหารจัดการอารมณ์

เมื่อท้าวสักกะรู้ต้นตอแล้ว ว่าความทุกข์ทั้งหมดมาจาก “การปรุงแต่งของจิต” ท่านจึงถามต่อว่า “แล้วจะดับมันอย่างไร?”

พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกให้เราเป็นก้อนหิน ห้ามคิด ห้ามรู้สึก แต่ทรงสอนวิธี “บริหารจัดการ” (Management) ทรงสอนให้รู้จักจำแนก โสมนัส (สุข), โทมนัส (ทุกข์), และ อุเบกขา (เฉย) ว่าอารมณ์ไหน “ควรเสพ” อารมณ์ไหน “ไม่ควรเสพ”

ถ้าเสพสิ่งนี้แล้ว กุศลเจริญ อกุศลเสื่อม… ให้เสพ ถ้าเสพสิ่งนี้แล้ว กุศลเสื่อม อกุศลเจริญ… ให้ละ นี่คือการใช้ “สติ” เป็นตัวคัดกรอง (Filter) ข้อมูลข่าวสาร อารมณ์ และความคิด ไม่ใช่ใครด่ามา ก็รับหมด ใครชมมา ก็หลงหมด แต่ต้องรู้จักเลือกรับ เลือกคิด เลือกปรุงแต่งเฉพาะสิ่งที่เป็นกุศล

๕. บทสรุป: รางวัลแด่คนช่างถาม

การสนทนาธรรมในถ้ำวันนั้น จบลงอย่างงดงามที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ๑. ท้าวสักกะ ดวงตาเห็นธรรม บรรลุเป็น พระโสดาบัน สิ่งที่ท่านกลัวที่สุดคือ “ความตาย” ได้ถูกแก้ไขแล้ว เพราะพระโสดาบันปิดประตูนรกถาวร และด้วยบุญจากการฟังธรรม อายุขัยทิพย์ของท่านถูก “รีเซ็ต” ใหม่ ได้ต่ออายุเป็นราชาแห่งสวรรค์ต่อไป ๒. เหล่าเทพ ๘๐,๐๐๐ องค์ บรรลุธรรมตามไปด้วย ๓. ปัญจสิขะ (คนธรรพ์หนุ่ม) ได้รับรางวัล ๒ เด้ง ทางธรรม: ได้รับตำแหน่ง “เทพบิดร” เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง ทางโลก: ท้าวสักกะยก “นางสุริยวัจฉสา” (สาวที่แต่งเพลงจีบ) ให้เป็นคู่ครองสมใจ

[บทส่งท้าย: คติธรรมสำหรับเรา]

ญาติโยมสาธุชน… สักกปัญหสูตร สอนเราว่า

๑. ปัญหามีไว้แก้ ไม่ได้มีไว้กลุ้ม: ขนาดพระอินทร์เจอปัญหาความเป็นความตาย ท่านยังไม่ท้อถอย ท่านแสวงหาครูบาอาจารย์ แสวงหาความรู้ เราเป็นมนุษย์ เจอปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาชีวิต อย่าเพิ่งหมดหวัง ให้ใช้ปัญญาแก้ไข

๒. อย่าประมาทในการปรุงแต่ง (ปปัญจธรรม): สงครามไม่ได้เริ่มที่ชายแดน แต่มันเริ่มที่ “ความคิด” ในหัวเรา ระวังความคิดที่ว่า “เขาเกลียดเรา” “เขาเอาเปรียบเรา” ตัดวงจรนี้ให้ได้ ด้วยการมีสติรู้เท่าทัน อย่าปล่อยให้ความคิดมันลากเราไปไกล

๓. จงเลือกเสพแต่สิ่งที่ดี: ชีวิตเราสั้นเกินกว่าจะเอาขยะมาใส่ใจ เลือกเสพข่าวที่ดี คบคนที่ดี คิดเรื่องที่ดี (เสวนา) สิ่งไหนทำให้ใจขุ่นมัว ให้ทิ้งไป สิ่งไหนทำให้ใจผ่องใส ให้รักษาไว้

ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และบารมีธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดลบันดาลให้ญาติโยมทุกท่าน เป็นผู้มีปัญญาแตกฉาน สามารถตัดเครื่องผูก คือความริษยาและความตระหนี่ ออกจากใจ มีความสุข ความเจริญ ทั้งทางโลกและทางธรรม ดุจดั่งท้าวสักกะจอมเทพ ผู้ได้ดวงตาเห็นธรรม ตลอดกาลนานเทอญ…

เจริญพร

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *