พระไตรปิฎกศึกษา ตอนที่ ๒๘ ปายาสิราชัญญสูตร: มหากาพย์โต้เถียงว่าด้วย “ชีวิตหลังความตาย” เมื่ออำนาจไม่อาจสู้ปัญญา
ในประวัติศาสตร์พุทธศาสนา มีการโต้วาทีที่ดุเดือดมากมาย แต่คงไม่มีครั้งไหนที่ “มันส์” และ “ทันสมัย” เท่ากับ ปายาสิราชัญญสูตร (Pāyāsi Rājañña Sutta) เพราะนี่ไม่ใช่แค่การแสดงธรรมทั่วไป แต่คือการปะทะกันระหว่าง Skepticism (ลัทธิช่างสงสัย) ฝ่ายวัตถุนิยมสุดขั้ว กับ Buddhism (พุทธปรัชญา) ฝ่ายจิตวิญญาณเหตุผล
คู่เอกของแมตช์นี้คือ พระเจ้าปายาสิ เจ้าเมืองผู้มีทิฏฐิแรงกล้าว่า “โลกหน้าไม่มีจริง” กับ พระกุมารกัสสปเถระ ยอดนักวาทศิลป์แห่งยุค ผู้จะมารื้อถอนความเชื่อผิดๆ ด้วยกระบวนท่าทางตรรกะที่คมกริบ
๑. จุดยืนของ “The Skeptic King”: โลกนี้มีแค่สิ่งที่ตาเห็น เรื่องราวเกิดขึ้น ณ เสตัพยนคร เมื่อพระกุมารกัสสปจาริกมาถึง พระเจ้าปายาสิผู้ปกครองนครประกาศจุดยืนชัดเจนแบบ “Materialist” (วัตถุนิยม) ว่า
“โลกอื่นไม่มี, สัตว์ผุดเกิดไม่มี, ผลกรรมดีชั่วไม่มี”
สำหรับพระองค์ ชีวิตจบลงที่เชิงตะกอน อะไรที่พิสูจน์ไม่ได้ด้วยตาเนื้อ คือสิ่งลวงโลก พระกุมารกัสสปไม่ได้เริ่มด้วยการเทศนาเรื่องนรกสวรรค์ แต่เริ่มด้วยคำถามเชิงดาราศาสตร์ง่ายๆ: “พระจันทร์และพระอาทิตย์ อยู่ในโลกนี้หรือโลกอื่น? เป็นมนุษย์หรือเทวดา?” เมื่อพระเจ้าปายาสิตอบตามสัญชาตญาณว่า “อยู่โลกอื่น และไม่ใช่เทวดา” พระเถระจึงตบกลับทันทีด้วยตรรกะว่า “นั่นแหละคือหลักฐานเบื้องต้นว่าโลกอื่นมีจริง”
แต่นี่เป็นเพียงออเดิร์ฟ เพราะศึกปะทะคารมที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มขึ้น
๒. การรื้อถอนด้วย “Analogy” (อุปมาอุปไมย) ขั้นเทพ เมื่อพระเจ้าปายาสิยืนยันว่า “ถ้าโลกหน้ามีจริง ทำไมไม่มีใครกลับมาบอก?” พระกุมารกัสสปะจึงงัดชุดอุปมาที่แสบสันต์ออกมาโต้ตอบว่า
- อุปมาที่ ๑: นักโทษประหาร (The Executed Prisoner) พระเจ้าปายาสิแย้งว่า “เพื่อนข้าทำชั่ว ตายไปแล้วไม่เห็นกลับมาบอกว่านรกมีจริง” พระเถระสวนกลับ: “ท่านลองนึกภาพนักโทษที่กำลังจะถูกตัดหัว เขาจะขอเพชฌฆาตกลับไปเยี่ยมบ้านก่อนได้ไหม?” คำตอบคือ “ไม่ได้” พระเถระสรุป: “ขนาดในโลกมนุษย์ยังไม่มีการผ่อนผัน แล้วในนรกที่มีกฎเหล็กเข้มงวดกว่า ยมนิรยบาลจะปล่อยให้เพื่อนท่านกลับมารายงานตัวหรือ?”
- อุปมาที่ ๒: คนตกบ่ออุจจาระ (The Cesspit) พระเจ้าปายาสิแย้งต่อ “แล้วเพื่อนที่ทำดีล่ะ ทำไมไม่กลับมาบอกว่าสวรรค์มีจริง?” พระเถระเปรียบเทียบ: “สมมติท่านดึงคนที่ตกบ่ออุจจาระเน่าเหม็นขึ้นมา อาบน้ำแต่งตัว พรมน้ำหอม ให้ไปอยู่บนปราสาทหรู ท่านคิดว่าเขาจะอยากกระโดดกลับลงไปในบ่ออุจจาระอีกไหม?” พระเจ้าปายาสิตอบว่า “ไม่” พระเถระจึงชี้ให้เห็นภาพว่า โลกมนุษย์นั้นเต็มไปด้วยของไม่สะอาด เปรียบเสมือนบ่อคูถในสายตาเทวดา ผู้ที่ได้เสวยสุขในสวรรค์แล้วย่อมไม่อยากย้อนกลับมาสู่โลกที่น่ารังเกียจนี้เพื่อรายงานข่าว
- อุปมาที่ ๓: เหล็กร้อน vs เหล็กเย็น (The Soul Weight) พระเจ้าปายาสิเคยทำการทดลองวิทยาศาสตร์ยุคโบราณด้วยการ “ชั่งน้ำหนักคนเป็น vs คนตาย” พบว่าคนตายน้ำหนักมากกว่า จึงสรุปว่า “วิญญาณไม่มีจริง เพราะถ้าวิญญาณออกไป ร่างต้องเบาลงสิ” พระเถระแก้ต่างด้วยหลักฟิสิกส์: “ก้อนเหล็กที่เผาไฟจนร้อน (มีธาตุไฟ/ลมแทรก) จะเบาและอ่อน แต่พอเย็นลง (ธาตุไฟ/ลมหายไป) จะหนักและแข็ง” เช่นกัน ร่างกายที่มี “ไออุ่นและวิญญาณ” ย่อมเบากว่าและควรแก่การงาน ส่วนซากศพที่ไร้พลังงานชีวิตย่อมหนักและแข็งทื่อ
๓. จุดจบของทิฏฐิ และบทเรียนเรื่อง “Quality of Giving” เมื่อถูกต้อนด้วยเหตุผลจนมุม พระเจ้าปายาสิยอมจำนนและประกาศตนเป็นพุทธมามกะ แต่เรื่องราวไม่ได้จบแบบ Happy Ending ทั่วไป เพราะพระสูตรนี้ยังมี Plot Twist ที่สำคัญ
พระเจ้าปายาสิตั้งโรงทานใหญ่โต แต่กลับทำทานแบบ “ขอไปที” (Casual Giving) คือให้ของไม่ดี ไม่เคารพ ไม่ให้ด้วยมือตนเอง ผลลัพธ์? ท่านไปเกิดแค่สวรรค์ชั้นล่างสุด (จาตุมหาราชิกา) ในวิมานที่ว่างเปล่า ในขณะที่ “อุตตรมาณพ” ผู้จัดการโรงทาน ซึ่งเป็นคนจัดแจงทานด้วยความเคารพและประณีต กลับข้ามชั้นไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ที่สูงส่งกว่า
ปายาสิเทพบุตรถึงกับฝากข้อความผ่านพระควัมปติกลับมาเตือนมนุษย์ว่า: “จงให้ทานโดยเคารพ อย่าให้แบบทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ เหมือนเรา”
บทสรุป: บทเรียนสำหรับคนยุคใหม่ ปายาสิราชัญญสูตร สอนเราว่า “ความเชื่อ” ต้องถูกตรวจสอบด้วย “ปัญญา” และเหตุผลที่สมบูรณ์ แต่ที่ลึกซึ้งไปกว่านั้นคือบทเรียนเรื่อง “เจตนา” (Intention) มูลค่าของวัตถุทาน ไม่สำคัญเท่ากับ “คุณภาพของใจ” ผู้ให้ การทำบุญแบบสักแต่ว่าทำ อาจได้ผลบุญที่ “กลวงเปล่า” เหมือนวิมานของปายาสิ และความเห็นผิด (ทิฏฐิ) เปรียบเสมือนยาพิษ ที่หากไม่รีบคายทิ้ง ก็มีแต่จะสร้างความเร่าร้อนให้ตนเองตลอดไป

