บทธรรมเทศนา ตอนที่ ๑๔ “เมื่อ ‘ปาฏิหาริย์’ กลายเป็น ‘กับดัก’: บทเรียนจากลูกศิษย์ที่ทิ้งพระพุทธเจ้า”
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
เจริญพรญาติโยม สาธุชนผู้มีปัญญา ผู้แสวงหาแก่นธรรมทุกท่าน…
วันนี้อาตมาจะพาพวกเราไปเปิดหน้าประวัติศาสตร์พุทธศาสนา ไปดูเหตุการณ์ “ดราม่า” ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล พวกเรามักจะเข้าใจว่า ลูกศิษย์พระพุทธเจ้านั้นมีแต่คนศรัทธาแรงกล้า มีแต่คนบรรลุธรรม แต่ความเป็นจริง… มีลูกศิษย์คนหนึ่ง เป็นถึงเจ้าชายแคว้นลิจฉวี บวชอยู่กับพระพุทธเจ้ามานาน วันดีคืนดี เดินเข้าไปหาพระพุทธองค์ แล้วบอกว่า “ผมขอลา! ผมขอเลิกนับถือท่าน!”
เรื่องราวนี้ปรากฏอยู่ใน “ปาฏิกสูตร” ทำไมเขาถึงลาออก? อะไรทำให้คนคนหนึ่งทิ้ง “เพชรน้ำงาม” ในมือไปคว้า “ก้อนกรวด”? วันนี้เราจะมาถอดบทเรียนเรื่องนี้กัน เพราะอาตมาเชื่อว่า พวกเราหลายคนในที่นี้ ก็อาจกำลังเผชิญกับ “กับดัก” แบบเดียวกับเขาอยู่โดยไม่รู้ตัว
๑. ใบลาของสุนักขัตตะ: เมื่อความอยากเหนือกว่าความจริง
ตัวเอกของเรื่องนี้ (ในทางลบ) คือ “สุนักขัตตลิจฉวี” เขาเป็นอดีตลูกศิษย์ก้นกุฏิ ที่เดินเข้าไปบอกคืนพระพุทธเจ้าด้วยเหตุผล ๒ ข้อ ที่ฟังแล้วน่าตกใจมาก ๑. “พระองค์ไม่ยอมแสดงอิทธิปาฏิหาริย์เหาะเหินเดินอากาศให้ข้าพระองค์ดูเลย” ๒. “พระองค์ไม่ยอมบอกความลับของจุดกำเนิดโลก (อัคคัญญะ) ให้ข้าพระองค์รู้เลย”
โยมลองฟังเหตุผลดูสิ… เขาไม่ได้ลาออกเพราะคำสอนไม่ดี ไม่ได้ลาออกเพราะปฏิบัติแล้วไม่พ้นทุกข์ แต่ลาออกเพราะพระพุทธเจ้า “ไม่โชว์ของ” ไม่แสดง Superpower ให้ดู เขาเสพติดความตื่นเต้น เสพติดความขลัง จนลืมเป้าหมายที่แท้จริงของการบวช
พระพุทธเจ้าทรงตอบกลับด้วยตรรกะที่คมกริบว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษ (บุรุษผู้ว่างเปล่า)… เราเคยสัญญาไหมว่าถ้าเธอมาบวช เราจะโชว์ปาฏิหาริย์ให้ดู? หรือเราเคยบอกไหมว่าจะเล่าเรื่องกำเนิดโลกให้ฟัง?” คำตอบคือ “ไม่เคย”
พระองค์ทรงย้ำจุดยืน (Core Value) ของศาสนานี้ว่า
“ธรรมที่เราแสดง มีวัตถุประสงค์เดียว คือ นำผู้ปฏิบัติให้สิ้นทุกข์โดยชอบ… ไม่ว่าเราจะแสดงปาฏิหาริย์หรือไม่ ถ้าเธอปฏิบัติ เธอพ้นทุกข์ได้ นั่นคือจบไม่ใช่หรือ?” แต่น่าเสียดาย… สุนักขัตตะหูหนวกตาบอดเสียแล้ว เขาเดินออกจากวัดไป และไปประกาศทั่วเมืองว่า พระพุทธเจ้าไม่มีดีอะไรเลย
๒. หลงผิดบูชา “อรหันต์สุนัข”: เปลือกนอกที่ลวงตา
หลังจากทิ้งพระพุทธเจ้า สุนักขัตตะไปเลื่อมใสใครรู้ไหม? เขาไปเจอ “โกรักขัตติยะ” นักบวชชีเปลือย ที่มีพฤติกรรมประหลาดสุดกู่ คือ เดินด้วยเข่าและศอก กินอาหารที่พื้นด้วยปากเหมือนสุนัข ไม่ใช้มือหยิบ สุนักขัตตะเห็นแล้วศรัทธาแรงกล้า คิดในใจว่า “โอ้โห! เคร่งอะไรขนาดนี้ นี่แหละพระอรหันต์ตัวจริง!”
เห็นไหมโยม… คนเราพอขาดปัญญา ก็จะตัดสินความดีงามจาก “เปลือกนอก” ที่ดูแปลกประหลาด ดูทรมานตน พระพุทธเจ้าทรงทราบวาระจิต จึงเตือนสติว่า “เธอนี่ช่างโง่เขลา… คนที่ทำตัวเหมือนสัตว์เดรัจฉาน จะเป็นอรหันต์ได้อย่างไร?” พร้อมทรง “พยากรณ์” อนาคตของโกรักขัตติยะ เพื่อพิสูจน์ความจริงว่า
“อีก ๗ วัน เขาจะตายด้วยโรคท้องอืด (เพราะกินเยอะเกินไป) และจะไปเกิดเป็น อสูรกาลกัญชิกา (เปรตชนิดหนึ่งที่เลวร้ายที่สุด)”
สุนักขัตตะไม่เชื่อ! รีบไปกระซิบเตือนอาจารย์ใหม่ให้ระวังตัว แต่สุดท้าย… ความจริงย่อมหนีความจริงไม่พ้น ครบ ๗ วัน โกรักขัตติยะตายเป๊ะตามคำทำนาย ศพถูกลากไปทิ้งที่ป่าช้า และเมื่อสุนักขัตตะไปถามศพ (ด้วยอำนาจบางอย่าง) ศพก็ลุกขึ้นยืนแล้วบอกว่า “ข้ามาเกิดเป็นอสูรแล้ว”
นี่คือบทเรียนราคาแพง… การหลงใหลในความเคร่งครัดภายนอก โดยไม่ดูที่ความบริสุทธิ์ภายใน นำไปสู่ความหายนะ
๓. ศึกดวลเวทย์ที่ล้มเหลว: ปาฏิกบุตรผู้ท้าทาย
อีกกรณีหนึ่งที่น่าสนใจ คือเรื่องของ “ปาฏิกบุตร” นักบวชคนนี้ประกาศท้าดวลพระพุทธเจ้าต่อหน้าสาธารณชนว่า
“ถ้าพระสมณโคดมแสดงปาฏิหาริย์ ๑ อย่าง เราจะแสดง ๒ อย่าง… มาเจอกันครึ่งทาง!”
พระพุทธองค์ทรงรับคำท้า แต่ทรงวางเงื่อนไขที่เหนือชั้นกว่านั้น คือ “Psychological Lock” (การล็อคทางจิต) พระองค์ทรงพยากรณ์ว่า:
“ปาฏิกบุตรจะไม่มีทางมาเจอเราได้… ตราบใดที่ยังไม่ละทิฏฐิชั่วๆ นี้ แม้ใครจะเอาเชือกมาลาก หัวเขาก็จะแตกตายก่อนได้มา”
ผลปรากฏว่า เมื่อถึงเวลานัด ประชาชนมารอกันเต็ม แต่ปาฏิกบุตร… ลุกไม่ขึ้น! ตัวแข็งทื่อ ขนลุกขนพองด้วยความกลัว เหมือนถูกตรึงอยู่กับที่ แม้ลูกศิษย์จะพยายามฉุดลากก็ไม่เป็นผล
นี่แสดงให้เห็นว่า “อำนาจที่แท้จริง” ไม่ใช่การเหาะเหินเดินอากาศ แต่คือ “อำนาจแห่งสัจธรรม” คนที่จิตใจเต็มไปด้วยความหลงผิด (มิจฉาทิฏฐิ) ย่อมพ่ายแพ้ภัยตัวเอง โดยที่พระพุทธองค์ไม่ต้องลงมือทำอะไรเลย
๔. บทสรุป: รู้ชัดแต่ไม่ยึดติด
ในตอนท้ายของพระสูตร พระพุทธองค์ทรงสรุปแก่นธรรมที่สำคัญที่สุดให้ฟังว่า
“ตถาคตรู้ชัดสิ่งที่โลกสมมติว่าเลิศ (อัคคัญญะ)… และรู้ยิ่งกว่านั้น แต่ตถาคตไม่ยึดมั่นในความรู้นั้น“
ประโยคนี้คือ Master Key ไขความลับทั้งหมด คนทั่วไป หรือศาสดาอื่นๆ อาจจะรู้เรื่องกำเนิดโลก รู้เรื่องสวรรค์นรก แล้วก็ยึดติดว่า “ข้ารู้ ข้าเก่ง ข้าเป็นผู้วิเศษ” แต่พระพุทธเจ้าทรงรู้ทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่านั้น แต่พระองค์ “วาง” เพราะทรงรู้ว่า ความรู้พวกนั้น ถ้าเข้าไปยึด ก็เป็นทุกข์ ความเหนือชั้นของพระพุทธศาสนา จึงไม่ได้อยู่ที่การมีอิทธิฤทธิ์ แต่อยู่ที่ “การปล่อยวาง” (Non-attachment) ซึ่งนำไปสู่ความดับทุกข์ที่ถาวร
บทส่งท้าย: คติธรรมสำหรับเราท่าน
ญาติโยมสาธุชนทั้งหลาย… ปาฏิกสูตร ให้ข้อคิดเตือนใจเรา ๓ ข้อ คือ
๑. อย่าหลงใหลในปาฏิหาริย์จนลืมแก่นธรรม: เรามาวัด มาทำบุญ เพื่ออะไร? เพื่อมาดูของขลัง? เพื่อมาขอหวย? หรือเพื่อมาขัดเกลากิเลส? ถ้าวันไหนเราเริ่มรู้สึกว่า “วัดนี้ไม่ขลัง ไม่ศักดิ์สิทธิ์” แล้วไม่อยากไป ให้รู้ตัวเลยว่า เรากำลังเป็นเหมือน “สุนักขัตตะ” ที่ทิ้งเพชรไปหาก้อนกรวด
๒. อย่าตัดสินคนแค่เปลือกนอก: เห็นใครแต่งตัวเคร่งๆ ทำท่าแปลกๆ ทรมานตน อย่าเพิ่งรีบกราบไหว้ว่าเป็นผู้วิเศษ ให้ดูที่ “ศีล” ดูที่ “ปัญญา” ดูว่าเขาสอนให้ลดละกิเลส หรือสอนให้งมงาย
๓. ความจริงคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุด: พระพุทธเจ้าชนะมาร ชนะคนพาล ไม่ใช่ด้วยเวทมนตร์ แต่ด้วย “ความจริง” (สัจจะ) ขอให้เรายึดมั่นในความจริง ในกฎแห่งกรรม ในเหตุและผล แล้วความจริงนั้น จะคุ้มครองเราเอง
ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย จงดลบันดาลให้ญาติโยมทุกท่าน เป็นผู้มีปัญญาดวงตาเห็นธรรม ไม่หลงงมงายในสิ่งไร้สาระ มั่นคงในหนทางแห่งการดับทุกข์ จนกว่าจะถึงฝั่งพระนิพพาน ตลอดกาลนานเทอญ…
เจริญพร

