บทธรรมเทศนา ตอนที่ ๑๕ เปลือกนอกที่ดูดี กับความเน่าในที่มองไม่เห็น: บทเรียนจากผู้เคร่งครัดที่แพ้ภัยตนเอง
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
เจริญพรญาติโยม สาธุชนผู้มีปัญญา ผู้ไม่หลงในเปลือกนอกทุกท่าน…
วันนี้อาตมาอยากชวนพวกเรามาคุยกันเรื่อง “ภาพลักษณ์” (Image) ในยุคนี้ เรามักจะตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น… ใครแต่งตัวดี ใครพูดจาดูมีการศึกษา ใครทำท่าทางเคร่งขรึมดูศักดิ์สิทธิ์ เราก็มักจะเทใจเชื่อว่าเขาเป็น “คนดี” เป็น “ผู้วิเศษ” แต่ในทางพุทธศาสนา… พระพุทธองค์ทรงสอนให้เรามองทะลุเปลือกนอกเข้าไปให้ถึง “แก่น” ข้างใน
วันนี้เราจะไปดูกรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดเรื่องหนึ่งในพระไตรปิฎก เป็นเรื่องราวการปะทะคารมระหว่าง “พระพุทธเจ้า” กับ “นิโครธปริพาชก” นิโครธคนนี้ ไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นผู้นำลัทธิที่เคร่งครัดมาก มีสาวกห้อมล้อมนับร้อย เขาภูมิใจในความเคร่งของตัวเองมาก จนกล้าพูดจาดูหมิ่นพระพุทธเจ้า
เรื่องราวนี้ปรากฏอยู่ใน “อุทุมพริกสูตร”
๑. คำท้าทายจากปากถ้ำ: โคบอดในคอก
เรื่องมันเริ่มที่เขาคิชฌกูฏ… นิโครธปริพาชก นั่งอยู่กลางวงล้อมลูกศิษย์ กำลังคุยโวโอ้อวดกันเสียงดัง พอดีมีอุบาสกท่านหนึ่ง ชื่อ “สันธานคฤหบดี” เดินเข้าไปทักทาย แล้วก็สรรเสริญพระพุทธเจ้าให้ฟังว่า “พระพุทธองค์ท่านชอบความสงบนะ ท่านไม่ชอบคลุกคลี ท่านชอบหลีกเร้นปฏิบัติธรรม”
นิโครธได้ยินดังนั้น ก็หัวเราะเยาะ แล้วพูดจากระแทกแดกดันว่า: “โอ๊ย… ปัญญาของพระสมณโคดม คงหายไปในห้องว่างเปล่าหมดแล้วมั้ง! ท่านเปรียบเหมือน โคตาบอด ที่เดินวนเวียนอยู่ในคอก ไม่กล้าออกมาเจอโลกภายนอก ไม่กล้ามาเจอคนเก่งๆ อย่างเราหรอก… ถ้ามานะ เราจะบีบด้วยปัญหา เหมือนคนบีบหม้อดินเปล่าให้แตกคามือเลย!”
โยมดูสิ… นี่คืออาการของคนที่มี “อัตตา” (Ego) สูง เขาคิดว่าความเก่งคือการพูดเก่ง คือการโต้เถียง คือการเอาชนะ เขาดูแคลนความสงบว่าเป็นความขลาดเขลา
๒. เปลี่ยนเกม: เมื่อพระพุทธองค์รับคำท้า
พระพุทธเจ้าทรงทราบวาระจิต ทรงได้ยินคำท้าทายนั้น แทนที่พระองค์จะโกรธ หรือหนีหน้า… พระองค์เสด็จไปหาถึงที่เลย! ไปปรากฏตัวกลางวงล้อมของนิโครธ
แต่วิธีการของพระองค์นั้นเหนือชั้นมาก… พระองค์ไม่ได้ไปเพื่อทะเลาะ พระองค์ตรัสว่า: “นิโครธะ… ไม่ต้องคุยเรื่องของเราหรอก เสียเวลา เรามาคุยเรื่อง ‘ลัทธิของท่าน’ กันดีกว่า… ท่านภูมิใจนักหนาว่าการทรมานตน (ตบะ) ของท่านมันเลิศเลอ ไหนลองบอกเราซิว่า… การเกลียดบาปด้วยตบะแบบไหน ถึงจะเรียกว่าบริบูรณ์?”
นี่คือความฉลาดของพระพุทธเจ้า… พระองค์ยอม “ต่อให้” (Handicap) ยอมเข้าไปเล่นในกติกาของคู่ต่อสู้ เพื่อจะชี้ให้เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่
๓. ชำแหละความเคร่ง: เปลือกทองคำที่ห่อขยะ
นิโครธได้ที ก็ร่ายยาวเลยโยม… “ตบะที่สมบูรณ์ คือต้องเปลือยกาย, ต้องกินข้าวที่พื้น, ต้องเลียมือ (ไม่ใช้ช้อน), ต้องนอนบนหนาม, ต้องยืนขาเดียว, ต้องไม่กินปลาไม่กินเนื้อ, ต้องกินอุจจาระ (คูถ) เป็นอาหาร… และห้ามดื่มน้ำเย็นเด็ดขาด!” ฟังดูน่ากลัวไหมโยม? น่าเลื่อมใสไหม? สำหรับคนยุคนั้น เขาถือว่าคนทำแบบนี้ได้คือ “สุดยอดมนุษย์”
แต่พระพุทธองค์ทรงฟังแล้ว ยิ้มมุมปากนิดๆ แล้วตรัสว่า: “ดูก่อนนิโครธะ… การทำแบบนั้น มันก็ยากดีนะ แต่เราจะบอกให้ว่า ในความเคร่งครัดที่ท่านภูมิใจนักหนานั้น มันมี ‘อุปกิเลส’ (สนิมในใจ) แฝงอยู่เพียบเลย!”
แล้วพระองค์ก็ทรงไล่เรียงให้ฟังทีละข้อ จนนิโครธหน้าซีด: ๑. หลงตัวเอง: พอทำได้ยากกว่าคนอื่น ก็ดีใจ ภูมิใจ ยกตนข่มท่าน ว่า “ข้าแน่กว่าใคร” ๒. ติดลาภยศ: ทำเคร่งๆ เพื่อให้คนศรัทธา เพื่อให้ได้ลาภสักการะ ๓. ขี้โมโห: ใครไม่ทำตาม ใครเห็นต่าง ก็โกรธ รุกรานเขา ๔. ขี้โอ่: แกล้งทำเป็นเคร่ง เพื่ออวดชาวบ้าน (Hypocrite) ๕. ดื้อด้าน: ยึดติดความคิดตัวเอง ใครสอนก็ไม่ฟัง
พระองค์สรุปว่า… ตบะแบบนี้ ต่อให้ทำจนตัวตาย ก็ได้แค่ “เปลือก” เหมือนขยะเน่าๆ ที่เอาทองคำมาห่อไว้ข้างนอก… ข้างในก็ยังเน่าอยู่ดี
๔. จากเปลือก สู่กระพี้ สู่แก่น: ความบริสุทธิ์ที่แท้จริง
นิโครธเริ่มจำนนต่อเหตุผล… ถามพระองค์ว่า “แล้วแบบไหนถึงจะเรียกว่าแก่นแท้?” พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนเหมือนผ่าไม้ให้ดูว่า
๑. เปลือก (Bark): การทรมานกาย อดข้าว อดน้ำ… เป็นแค่เปลือกนอก หยาบๆ ๒. กระพี้ (Sapwood): การมีศีล การเจริญเมตตา (พรหมวิหาร ๔) หรือแม้แต่ระลึกชาติได้… นี่ดีขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังเป็นแค่กระพี้ ยังไม่ใช่ที่สุด ๓. แก่น (Heartwood): ที่สุดของความบริสุทธิ์ คือ “ปัญญา” ปัญญาที่หยั่งรู้ความจริงของชีวิต (จุตูปปาตญาณ) ปัญญาที่เห็นกฎแห่งกรรม เห็นการเกิดดับของสัตว์ทั้งหลายตามความเป็นจริง
นี่คือ Paradigm Shift (การเปลี่ยนมุมมอง) ครั้งใหญ่ พระองค์กำลังบอกว่า… “ความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ได้อยู่ที่กาย แต่อยู่ที่ใจและปัญญา” คุณจะแก้ผ้าเดิน หรือใส่จีวรห่มคลุม… ถ้าใจยังเต็มไปด้วยความโลภ โกรธ หลง ค่ามันก็เท่ากัน
๕. บทสรุปที่น่าขนลุก: เมื่อมารปิดปาก
ตอนจบของเรื่องนี้… น่ากลัวมากโยม เมื่อพระพุทธองค์แสดงธรรมจบ ความจริงเปิดเผยสว่างจ้า นิโครธและลูกศิษย์ ๓,๐๐๐ คน ควรจะกราบขอขมา แล้วขอมาเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าใช่ไหม? แต่เปล่าเลย… พวกเขานั่งนิ่ง “เก้อเขิน” คอตก ไม่พูดอะไรสักคำ
พระพุทธองค์ตรัสว่า… นี่คืออาการของคนที่ถูก “มารดลใจ” มารในที่นี้ ไม่ใช่ยักษ์ถือกระบอง แต่คือ “ทิฏฐิมานะ” ในใจพวกเขานั่นแหละ พวกเขายึดติดกับจุดยืนของตัวเองมาทั้งชีวิต กลัวเสียหน้า กลัวเสียลูกศิษย์ ความกลัวนั้น มันปิดกั้น “โอกาสทอง” ที่จะได้หลุดพ้น เหมือนคนเห็นแสงสว่างแล้ว แต่เลือกที่จะหลับตา เพราะกลัวความจริง
บทส่งท้าย: อย่าหลงแค่เปลือก
ญาติโยมสาธุชนทั้งหลาย… เรื่องราวของนิโครธปริพาชก สอนใจเราได้ดีเหลือเกิน
๑. อย่าตัดสินคนแค่ภายนอก: เห็นใครแต่งตัวแปลกๆ หรือดูเคร่งขรึม อย่าเพิ่งรีบศรัทธา ให้ดูที่ “จริยวัตร” ดูที่ “การกระทำ” ว่าเขามีเมตตาไหม? เขามีมานะถือตัวไหม? เขาโลภไหม?
๒. ระวัง “ความดี” ที่มีกิเลสแฝง: เวลาเราทำบุญ เวลาเราถือศีล… ลองเช็คใจตัวเองดู เราทำเพราะอยากดี หรือทำเพราะอยากเด่น? เราทำเพราะอยากขัดเกลากิเลส หรือทำเพราะอยากให้คนชม? ถ้าทำแล้วรู้สึกว่า “ฉันดีกว่าเธอ” “เธอสู้ฉันไม่ได้”… นั่นแหละ สัญญาณอันตราย! สนิมกำลังกินใจเราแล้ว
๓. กล้ายอมรับความจริง: ถ้ารู้ตัวว่าผิด ถ้ารู้ตัวว่าสิ่งที่เชื่อมามันไม่ใช่… จงกล้าที่จะเปลี่ยน อย่าปล่อยให้ “ศักดิ์ศรี” หรือ “อีโก้” มาปิดกั้นปัญญา เหมือนนิโครธที่พลาดโอกาสงามที่สุดในชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย
ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย จงดลบันดาลให้โยมทุกท่าน เป็นผู้มีปัญญาที่แทงตลอดถึงแก่นธรรม ไม่ติดอยู่แค่เปลือก มีดวงตาที่เห็นธรรม สว่างไสว พ้นจากเครื่องผูกแห่งทิฏฐิมานะ เข้าถึงความบริสุทธิ์ที่แท้จริง ตลอดกาลนานเทอญ…
เจริญพร

