บทธรรมเทศนา ตอนที่ ๑๖ ถอดรหัส ‘ประวัติศาสตร์แห่งอนาคต’ และความลับของอายุขัยที่ขึ้นลงตามศีลธรรม”
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
เจริญพรญาติโยม สาธุชนผู้มีปัญญา และผู้แสวงหาทางรอดในยุคสมัยแห่งความผันผวนทุกท่าน…
วันนี้อาตมาอยากชวนพวกเรามาคุยกันเรื่อง “เวลา” และ “อนาคต” เรามักจะมองว่า “ประวัติศาสตร์” คือเรื่องราวในอดีตที่จบไปแล้ว และ “อนาคต” คือเรื่องที่ยังมาไม่ถึงและคาดเดาไม่ได้ แต่โยมรู้ไหมว่า ในทางพุทธศาสนา มีพระสูตรอยู่สูตรหนึ่งที่ทำหน้าที่เสมือน “กระจกเงาแห่งกาลเวลา” ที่ฉายภาพ “ประวัติศาสตร์แห่งอนาคต” (Future History) ไว้อย่างน่าตื่นตะลึง
พระสูตรนี้ชื่อว่า “จักกวัตติสูตร”
นี่ไม่ใช่คำทำนายวันสิ้นโลกแบบนอสตราดามุส หรือเรื่องเล่าแฟนตาซีเพ้อฝัน แต่นี่คือ Social Science (สังคมศาสตร์) ฉบับพุทธศาสนา ที่วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง “นโยบายรัฐ” “เศรษฐกิจ” และ “ศีลธรรม” ไว้อย่างแม่นยำจนน่าขนลุก พระพุทธองค์กำลังบอกเราว่า “ความเสื่อม” ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ของสมการที่เราสร้างขึ้นเอง
๑. สร้าง “เกาะ” ท่ามกลางพายุ
ก่อนจะไปดูเรื่องราวระดับโลก พระพุทธองค์ทรงเริ่มแสดงพระสูตรนี้ ณ เมืองมาตุลา ด้วยการวางรากฐานที่สำคัญที่สุด พระองค์ทรงเตือนสติภิกษุและพวกเราทุกคนว่า ท่ามกลางโลกที่หมุนไปตามกระแสสังคมที่เชี่ยวกราก
“…เธอทั้งหลาย จงมีตนเป็นเกาะ (Island unto oneself) มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่าหวังพึ่งสิ่งอื่น”
ทำไมต้องเป็นเกาะ? เพราะในมหาสมุทรแห่งสังสารวัฏนี้ คลื่นลมแห่งความเปลี่ยนแปลงมันรุนแรง การสร้าง “เกาะ” ในที่นี้ ไม่ใช่การแยกตัวหนีปัญหาไปอยู่คนเดียว แต่คือการสร้าง Inner Stability (ความมั่นคงภายใน) ผ่านการเจริญ สติปัฏฐาน ๔ คือการมีสติรู้เท่าทัน กาย เวทนา จิต และธรรม เมื่อเรามีหลักยึดที่ใจเราเองแล้ว ไม่ว่าโลกภายนอกจะเข้าสู่ยุคทอง หรือยุคมิคสัญญี ใจเราจะไม่จมหายไปกับกระแสน้ำนั้น
๒. ยุคทองของจักรพรรดิ: เมื่อ “ธรรม” คืออาวุธ
ทีนี้… อาตมาจะพาโยมย้อนเวลา (เพื่อดูอนาคต) ไปสู่ยุคสมัยของ พระเจ้าจักรพรรดิ ในสมัยนั้น มนุษย์มีอายุขัยยืนยาวถึง ๘๐,๐๐๐ ปี บ้านเมืองสงบสุข พระเจ้าจักรพรรดิปกครองโลกโดยไม่ต้องใช้กองทัพ ไม่ต้องใช้โดรนล่าสังหาร หรือขีปนาวุธนิวเคลียร์ แต่ทรงใช้ “ธรรม” เป็นอาวุธ กฎเหล็กของผู้ครองโลกในยุคนั้น เรียกว่า “จักกวัตติวัตร” มีอยู่หัวใจสำคัญที่น่าสนใจมาก ๒ ประการ คือ:
๑. ธรรมาธิปไตย: คือการเคารพธรรมเหนือสิ่งอื่นใด คุ้มครองคนทุกชนชั้นอย่างเท่าเทียม ตั้งแต่ลูกเมีย ทหาร ไปจนถึงสัตว์เดรัจฉาน ๒. สวัสดิการสังคม: ข้อนี้สำคัญมาก พระองค์ตรัสว่า “ต้องให้ทรัพย์แก่คนที่ไม่มีทรัพย์”
นี่คือโมเดลการปกครองที่สมบูรณ์แบบ เมื่อรัฐดูแลคนตัวเล็กตัวน้อย ไม่ปล่อยให้ใครอดอยาก ศีลธรรมก็เบ่งบาน สังคมก็เป็นสุข
๓. โดมิโนตัวแรกล้มลง: จุดเริ่มต้นของหายนะ
แต่แล้ว… จุดพลิกผันก็เกิดขึ้น เมื่อถึงยุคของพระเจ้าจักรพรรดิองค์ที่ ๗ พระองค์ทรงปกครองบ้านเมืองด้วยดี แต่ทรงละเลยหน้าที่ไปเพียงข้อเดียว นั่นคือ “ไม่ให้ทรัพย์แก่คนยากจน” โยมอาจจะคิดว่า แค่เรื่องเศรษฐกิจ มันจะเกี่ยวอะไรกับศีลธรรม? เกี่ยวกันโดยตรงเลยโยม… เมื่อรัฐหยุดดูแลคนจน ความขัดสน (Poverty) ก็เกิดขึ้น และนี่คือจุดเริ่มต้นของ Butterfly Effect หรือ ทฤษฎีโดมิโนแห่งความเสื่อม ที่ล้มครืนไปทั้งระบบ กล่าวคือ
- พอเกิด ความยากจน… คนไม่มีจะกิน ก็ต้องดิ้นรน นำไปสู่ การลักขโมย (อทินนาทาน)
- พอมีการลักขโมย… เจ้าของทรัพย์ก็ต้องป้องกันตัว นำไปสู่ การใช้อาวุธและการฆ่า (ปาณาติบาต)
- พอมีการฆ่า มีความผิด… คนก็ต้องเอาตัวรอด นำไปสู่ การโกหก (มุสาวาท)
เห็นไหมโยม? จากปัญหาปากท้อง ลามปามไปสู่ปัญหาสังคม และอาชญากรรม จากนั้น โดมิโนตัวต่อๆ ไปก็ล้มตามมาติดๆ… การส่อเสียด, การผิดลูกเมีย, คำหยาบ, ความโลภ, ความพยาบาท, และมิจฉาทิฏฐิ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในพระสูตรนี้คือ พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า “ศีลธรรมสัมพันธ์กับพันธุกรรม” ทุกครั้งที่ศีลธรรมของสังคมเสื่อมลง “คุณภาพชีวิตและอายุขัย” ของมนุษย์จะลดฮวบลงเรื่อยๆ จาก ๘๐,๐๐๐ ปี เหลือ ๔๐,๐๐๐… ๒๐,๐๐๐… ลดลงมาเรื่อยๆ จนถึงยุคปัจจุบัน และจะลดลงไปอีกจนเหลือเพียง ๑๐ ปี!
๔. สัตถันตรกัป: ยุคมิคสัญญีที่มนุษย์กลายเป็นเนื้อ
ลองจินตนาการถึงโลกในยุคที่มนุษย์มีอายุขัยเฉลี่ยแค่ ๑๐ ปี (เด็ก ๕ ขวบแต่งงานมีลูก) นั่นคือยุคที่เรียกว่า “สัตถันตรกัป” หรือยุคแห่งการฆ่าฟัน ในยุคนั้น รสอาหารจะหายไป (ของดีที่สุดคือหญ้ากับแก้) คำว่า “ความดี” หรือ “กุศล” จะไม่มีใครรู้จัก พ่อแม่ลูกฆ่ากันเองได้ลงคอ และจุดพีคที่สุดคือ ช่วงเวลา ๗ วัน ที่มนุษย์จะมองเห็นกันและกันเป็น “เนื้อ” (สัตว์ป่า/เหยื่อ) หยิบจับอะไรขึ้นมา ก็กลายเป็นอาวุธไล่ฆ่ากันอย่างบ้าคลั่ง
ฟังดูเหมือนหนังสยองขวัญ แต่มันคือปลายทางของสังคมที่ไร้ศีลธรรมและเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ
๕. แสงสว่างปลายอุโมงค์: อำนาจของการ “คิดได้”
แต่ในความมืดมิดที่สุด ยังมีแสงสว่างเสมอ… ในยุคมิคสัญญีนั้น จะมีมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่ “หนี” เข้าป่า ไปซ่อนตัว เมื่อผ่านพ้น ๗ วันอันโหดร้าย พวกเขาออกมาเจอกัน สวมกอดกันร้องไห้ แล้วฉุกคิดได้ว่า “เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร? ญาติพี่น้องเราตายหมด เพราะเรามัวแต่ทำชั่ว”
วินาทีนั้นเอง… จุดเปลี่ยน (Turning Point) ของมนุษยชาติก็เกิดขึ้น พวกเขาไม่ได้รออัศวินขี่ม้าขาวมาช่วย แต่พวกเขาเริ่มที่ตัวเอง พวกเขาตั้งสัจจะว่า “จากนี้ไป เราจะเลิกฆ่ากัน” (งดเว้นปาณาติบาต) เพียงแค่จุดเปลี่ยนเล็กๆ ทางความคิดนี้ กราฟชีวิตของมนุษย์ก็เริ่มพุ่งขึ้น! จากอายุ ๑๐ ปี เพิ่มเป็น ๒๐… ๔๐… จนกลับไปสู่ยุคทองอีกครั้ง และนำไปสู่การอุบัติขึ้นของ พระศรีอริยเมตไตรย์ ในที่สุด
๖. บทสรุปและน้อมนำใจ: เราเลือกยุคสมัยของตัวเองได้
ญาติโยมสาธุชนทั้งหลาย… อาตมาเล่าเรื่องจักกวัตติสูตรให้ฟัง ไม่ใช่เพื่อให้โยมตื่นกลัว หรือรอคอยพระศรีอริยเมตไตรย์ในอีกกี่ล้านปีข้างหน้า แต่เพื่อให้โยมตระหนักถึง “พลังในมือของโยมเอง”
“ยุคสมัย” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกาลเวลา แต่ขึ้นอยู่กับ “การกระทำ” เราไม่จำเป็นต้องรอให้โลกเข้าสู่ยุคมิคสัญญี แล้วค่อยกลับตัว เราสามารถสร้าง “ยุคพระศรีอริยเมตไตรย์” ให้เกิดขึ้นในใจเรา ในบ้านเรา ในที่ทำงานเรา ได้ตั้งแต่วินาทีนี้
บทสรุป
โยมลองถามตัวเองดูสิ… วันนี้เรากำลังเป็นส่วนหนึ่งของ “โดมิโนแห่งความเสื่อม” หรือ “โดมิโนแห่งความเจริญ”? ทุกครั้งที่เราโกรธแล้วเลือกที่จะให้อภัย… เรากำลังดึงกราฟอายุขัยและความสุขให้สูงขึ้น ทุกครั้งที่เราแบ่งปันทรัพย์ให้คนที่ด้อยกว่า… เรากำลังหยุดยั้งสัตถันตรกัปไม่ให้เกิดขึ้น ทุกครั้งที่เรามีสติ รู้เท่าทันกายใจ… เรากำลังสร้าง “เกาะ” ที่ปลอดภัยที่สุดให้กับตัวเอง
อย่าประมาทว่าความดีเล็กน้อยไม่มีผล การกลับตัวของคนกลุ่มเล็กๆ ในป่า ยังเปลี่ยนโลกจากยุคมืดให้กลายเป็นยุคทองได้ แล้วทำไมการกลับตัวของโยม… จะเปลี่ยนชีวิตโยมไม่ได้?
ขอให้เริ่มต้นที่ “ศีล”… เพราะศีลคือเกราะกำบังความเสื่อม ขอให้เติมเต็มด้วย “ทาน”… เพราะการให้คือการตัดวงจรความขาดแคลนและความรุนแรง และขอให้มั่นคงด้วย “ภาวนา”… เพราะใจที่มีธรรมเป็นที่พึ่ง คือใจที่ไม่มีวันตกต่ำ
ไม่ว่าโลกข้างนอกจะร้อนแรงแค่ไหน ขอให้ใจของโยมเป็นเหมือนยุคของพระเจ้าจักรพรรดิ ที่มี “ธรรม” คุ้มครอง มีความเมตตาหล่อเลี้ยง เมื่อนั้น… ไม่ว่าโยมจะอยู่ที่ไหน ยุคสมัยนั้นก็คือ “ยุคทอง” ของโยมเสมอ
ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย จงเป็นพละปัจจัยให้โยมทุกท่าน เป็นผู้มีตนเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง เป็นผู้พลิกฟื้นชะตาชีวิตด้วยกุศลกรรม และมีความสุข สงบ ร่มเย็น ตลอดกาลนานเทอญ…
เจริญพร

