บทธรรมเทศนา ตอนที่ ๑๗ กำเนิดโลก กำเนิดเรา: รื้อถอนมายาคติเรื่องชนชั้น ด้วยประวัติศาสตร์จักรวาลฉบับพุทธ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

เจริญพรญาติโยม สาธุชนผู้มีปัญญา ผู้แสวงหาความจริงของชีวิตทุกท่าน…

วันนี้อาตมาจะพาพวกเราเดินทางย้อนเวลา… ไม่ใช่แค่ร้อยปี ไม่ใช่พันปี แต่จะพาย้อนกลับไปไกลถึงจุดเริ่มต้นของจักรวาล จุดเริ่มต้นของสังคมมนุษย์ เพื่อตอบคำถามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคำถามหนึ่งว่า “พวกเรามาจากไหน?” และ “ทำไมโลกเราถึงมีความเหลื่อมล้ำ?”

เรื่องราวในวันนี้ มาจากพระสูตรที่เปรียบเสมือน “สารคดี Sci-Fi” แห่งพุทธกาล ชื่อว่า “อัคคัญญสูตร” พระสูตรนี้มีความพิเศษมาก เพราะพระพุทธเจ้าไม่ได้มาเล่าเรื่องนิทานปรัมปราให้เราฟังเฉยๆ แต่พระองค์ทรงเล่าเพื่อ “รื้อถอน” (Deconstruct) ความเชื่อผิดๆ ที่กดขี่มนุษย์มานับพันปี นั่นคือความเชื่อเรื่อง “ชนชั้นวรรณะ”

๑. เมื่อสามเณรไฮโซ ถูกบูลลี่เรื่องชาติกำเนิด

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นที่ “บุพพาราม” เมืองสาวัตถี มีสามเณรหนุ่มสองรูป ชื่อ วาเสฏฐะ และ ภารทวาชะ ทั้งคู่ไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นลูกหลานพราหมณ์ตระกูลดัง เป็นชนชั้นสูง (Elite) ของสังคมยุคนั้น แต่วันหนึ่ง… ทั้งสองตัดสินใจทิ้งยศถาบรรดาศักดิ์ ทิ้งความสะดวกสบาย มาบวชเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า ผลปรากฏว่าอย่างไรทราบไหมโยม? พวกเขาโดน “ถล่ม” ครับ… โดนพวกพราหมณ์ด้วยกันด่าสาดเสียเทเสีย “โธ่เอ้ย… พวกเจ้ามันคนสิ้นคิด! ทิ้งวรรณะพราหมณ์อันประเสริฐ ไปคบหากับพวกสมณะโล้น! พวกเจ้าไม่รู้เหรอว่า พราหมณ์คือสีขาว วรรณะอื่นคือสีดำ… พราหมณ์เกิดจากปากพระพรหม ส่วนพวกอื่นเกิดจากเท้า!”

คำด่านี่เจ็บปวดนะโยม มันคือการเหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Dehumanization) ขั้นรุนแรง สามเณรทั้งสองจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระพุทธเจ้า

๒. Fact Check: ความจริงทางชีววิทยา

พระพุทธเจ้าทรงฟังแล้ว ไม่ได้ทรงกริ้ว แต่ทรงตอบกลับด้วยความจริงทางวิทยาศาสตร์ (Biology) ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังที่สุด พระองค์ตรัสว่า: “ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ… พวกพราหมณ์เหล่านั้นกล่าวตู่พระพรหมเสียแล้ว เราก็เห็นๆ กันอยู่ว่า นางพราหมณีของพวกเขาก็มีประจำเดือน ก็ตั้งท้อง ก็คลอดลูกออกมาทางช่องคลอด แล้วก็ต้องให้นมลูกเหมือนผู้หญิงทั่วไป แล้วจะมาบอกว่าเกิดจากปากพระพรหมได้อย่างไร?”

นี่คือหมัดแรก… ทรงชี้ให้เห็นว่า “โดยชาติกำเนิด มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน” ไม่มีใครมีเลือดสีน้ำเงินหรือสีทอง ทุกคนเกิดมาด้วยกระบวนการเดียวกัน

๓. จักรวาลย้อนกลับ: จากแสงสว่าง สู่ความหิวโหย

จากนั้น พระพุทธองค์ทรงฉายภาพ “วิวัฒนาการ” (Evolution) ของโลกและมนุษย์ เพื่อหักล้างความเชื่อว่าชนชั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าสร้างมา โยมลองหลับตาจินตนาการตามนะ…

ในยุคเริ่มต้น (โลกวิวัฏฏะ) โลกนี้ไม่มีดวงอาทิตย์ ไม่มีดวงจันทร์ ไม่มีเพศหญิงเพศชาย สิ่งมีชีวิตในยุคนั้น ไม่ใช่มนุษย์ตัวหนักๆ แบบเรา แต่เป็น “อาภัสสรพรหม” (สิ่งมีชีวิตที่มีพลังงานบริสุทธิ์) มีร่างกายโปร่งแสง มีรัศมีในตัวเอง เหาะเหินเดินอากาศได้ และที่สำคัญ… กิน “ปีติ” (ความอิ่มใจ) เป็นอาหาร ไม่ต้องทำมาหากิน ไม่มีความโลภ ทุกคนเท่าเทียมกันหมด

แต่แล้ว… จุดเปลี่ยน (Turning Point) ก็เกิดขึ้น เมื่อโลกเย็นตัวลง เกิดสารชนิดหนึ่งลอยขึ้นมาบนผิวน้ำ เรียกว่า “ง้วนดิน” (Savory Earth) พระองค์บรรยายว่า มันมีสีเหมือนเนยใส มีกลิ่นหอม และมีรสชาติอร่อยมาก มีสัตว์ตนหนึ่ง… ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ลองเอานิ้วจิ้มง้วนดินขึ้นมาดูดกิน วินาทีนั้นเองโยม… “ตัณหา” (ความอยาก) ตัวแรกได้อุบัติขึ้นในจักรวาล!

พอกินเข้าไปแล้วมันอร่อย ก็กินอีก กินอีก พอเริ่มกินอาหารหยาบ สิ่งมหัศจรรย์ก็หายไป… รัศมีในกายดับวูบลง โลกมืดมิด จนต้องมีดวงอาทิตย์ดวงจันทร์เกิดขึ้นมาแทน ร่างกายที่เคยเบา ก็เริ่มหนัก หยาบกระด้าง และผิวพรรณเริ่มแตกต่างกัน คนผิวสวยก็เริ่มดูถูกคนผิวไม่สวย… นี่คือจุดกำเนิดของ “การบูลลี่” (Discrimination) ครั้งแรกของโลก

๔. วิวัฒนาการแห่งความเสื่อม: จากความโลภ สู่การเมือง

เรื่องราวยังดำเนินต่อไป… พอง้วนดินหมด ก็มีกระบิดิน มีเครือดิน และสุดท้ายก็มี “ข้าวสาลี” เกิดขึ้น ข้าวสาลียุคนั้นประหลาดมาก ไม่มีเปลือก ไม่มีแกลบ เมล็ดขาวสวย หอมกรุ่น เก็บตอนเช้า ตอนเย็นก็งอกใหม่ กินได้ไม่รู้หมด

แต่พอกินข้าวสาลีเข้าไป ร่างกายก็เปลี่ยนสภาพอีก อวัยวะเพศหญิงและชายปรากฏขึ้น! ความแตกต่างทางเพศ นำมาซึ่งความกำหนัดยินดี เกิดการเสพเมถุน คนอื่นมาเห็นก็รับไม่ได้ เอาฝุ่นปาใส่ (เป็นที่มาของประเพณีสาดทรายหรือให้พรในงานแต่ง) คู่รักทั้งหลายจึงอาย ต้องสร้าง “บ้านเรือน” เพื่อปิดบัง… นี่คือกำเนิดของสถาบันครอบครัว

ความเสื่อมโทรมเดินทางมาถึงจุดพีค เมื่อความขี้เกียจครอบงำ จากที่เคยเก็บข้าวกินมื้อต่อมื้อ… มีคนหัวใสคิดว่า “เก็บมาตุนไว้กินทีละ ๒ วัน ๔ วัน ๘ วัน ดีกว่า” พอคนหนึ่งเริ่มสะสม (Hoarding) คนอื่นก็ทำตาม ผลคือ… ข้าวสาลีงอกไม่ทัน! เริ่มมีแกลบ มีรำ ข้าวน้อยลง เกิดภาวะขาดแคลน จึงต้องมีการ “แบ่งที่ดิน” ปักปันเขตแดน

และเมื่อมีคำว่า “ของฉัน” กับ “ของเธอ”… “อทินนาทาน” (การลักขโมย) ก็เกิดขึ้น เมื่อมีการขโมย ก็มีการด่าว่า (มุสาวาท) มีการทำร้ายร่างกาย สังคมวุ่นวายจนอยู่ไม่ได้…

มนุษย์จึงต้องประชุมกัน แล้วตกลงว่า “เรามาเลือกคนๆ หนึ่งกันเถอะ… คนที่แข็งแรงที่สุด ดีที่สุด ให้มาทำหน้าที่ดูแลความสงบ ตัดสินคดีความ แล้วพวกเราจะแบ่งข้าวสาลีให้เขาเป็นค่าจ้าง” คนๆ นั้นถูกเรียกว่า “มหาสมมติ” (ผู้ที่มหาชนยอมรับ) หรือ “กษัตริย์” (ผู้เป็นใหญ่ในนา)

โยมเห็นไหม? ชนชั้นกษัตริย์ ไม่ได้มาจากสวรรค์ แต่มาจาก “สัญญาประชาคม” (Social Contract) มาจากการเลือกตั้งเพื่อแก้ปัญหาสังคม ชนชั้นพราหมณ์ ก็คือคนที่เบื่อความวุ่นวาย หนีเข้าป่าไปทำสมาธิ ชนชั้นแพศย์ ก็คือคนที่ยึดอาชีพค้าขาย ชนชั้นศูทร ก็คือคนที่ทำงานใช้แรงงาน

สรุปคือ… “ชนชั้นวรรณะ เป็นเพียงการแบ่งหน้าที่การงาน (Division of Labor)” ตามวิวัฒนาการของสังคมมนุษย์เท่านั้น ไม่ใช่ลิขิตฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้!

๕. น้อมนำใจให้ปฏิบัติ: บทสรุปที่สั่นสะเทือนตัวตน

ช่วงนี้ขอให้โยมตั้งใจฟังให้ดี เพราะนี่คือหัวใจสำคัญ

จากเรื่องเล่าจักรวาลวิทยา พระพุทธองค์ทรงสรุปกลับมาที่ “ตัวเรา” ในปัจจุบัน อัคคัญญสูตร ไม่ได้เล่าให้เราฟังสนุกๆ แต่กำลัง “เตือนสติ” เราอย่างรุนแรง ๓ เรื่อง:

๑. หยุดวัดค่าคนด้วย “เปลือก”: ในเมื่อทุกคนมีที่มาเหมือนกัน คือมาจากความเสื่อมของจิตที่เคยประภัสสร ดังนั้น อย่าหลงภูมิใจในนามสกุล ในตำแหน่ง หรือในชาติตระกูล เลิกดูถูกคนที่ต่ำกว่า เลิกอิจฉาคนที่สูงกว่า เพราะไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ หรือคนกวาดถนน… ถ้าทำชั่ว… ก็ตกนรกเหมือนกัน ถ้าทำดี… ก็ไปสวรรค์เหมือนกัน ความประเสริฐของมนุษย์ วัดกันที่ “ธรรมะ” (ความประพฤติ) เท่านั้น ใครที่มี “วิชชา” (ความรู้แจ้ง) และ “จรณะ” (ความประพฤติดี) ผู้นั้นแหละคือผู้ประเสริฐที่สุด ไม่ว่าเขาจะเกิดในสลัมหรือในวัง

๒. ระวัง “ความอยาก” ที่ทำให้เราหยาบลง: โยมจำตอนที่พรหมกินง้วนดินได้ไหม? ยิ่งกิน ร่างกายยิ่งหยาบ รัศมียิ่งดับ ทุกวันนี้พวกเราก็เหมือนกัน… เราเสพวัตถุ เสพแบรนด์เนม เสพยอดไลก์ สะสมทรัพย์สินจนเกินความจำเป็น ถามตัวเองซิว่า… ยิ่งเราสะสมของนอกกาย ใจเรามันมืดลงหรือสว่างขึ้น? ใจเรามันหนักอึ้งด้วยภาระ หรือเบาสบายด้วยอิสรภาพ? พระสูตรนี้สอนให้เรารู้ว่า “การสะสม คือต้นตอของความเสื่อม” จงหัด “ละ” และ “วาง” เสียบ้าง เพื่อให้จิตของเรากลับไปสว่างไสวเหมือนเดิม

๓. หน้าที่ของเรา คือการกลับสู่ “อาภัสสร”: เราทุกคนเคยเป็นจิตประภัสสรที่สว่างไสวมาก่อน เราตกลงมาเพราะตัณหา เป้าหมายของชีวิต ไม่ใช่การไต่เต้าไปเป็นชนชั้นสูงในโลกสมมตินี้ แต่คือการ “วิวัฒนาการทางจิต” ย้อนกลับขึ้นไป ชำระล้างความโลภ (ที่ทำให้แย่งข้าวกิน) ความโกรธ (ที่ทำให้แบ่งเขาแบ่งเรา) และความหลง (ที่ทำให้ยึดติดในตัวตน) กลับไปสู่ความเป็น “มนุษย์ที่สมบูรณ์” ที่มีความสุขได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาง้วนดินหรือวัตถุใดๆ

บทส่งท้าย

ญาติโยมสาธุชนทั้งหลาย… วันนี้เราได้รู้ความจริงแล้วว่า เราไม่ได้เกิดจากปากหรือเท้าของใคร แต่เราคือผู้กำหนดชะตาชีวิตของตัวเองด้วย “กรรม” ขอให้โยมทุกคน จงภูมิใจในความเป็นมนุษย์ และใช้อัตภาพร่างกายนี้ สร้างคุณงามความดี สร้าง “อริยทรัพย์” ที่ไม่มีใครแย่งชิงไปได้ เพื่อยกระดับจิตวิญญาณของเรา ให้สูงส่งยิ่งกว่าพรหม จนกระทั่งถึงฝั่งแห่งความพ้นทุกข์ คือพระนิพพาน…

ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย จงคุ้มครองญาติโยมทุกท่าน ให้เป็นผู้มีปัญญาสว่างไสว รู้แจ้งในความจริง พ้นจากมายาคติทางโลก และพบความสุขที่แท้จริงในธรรม ตลอดกาลนานเทอญ…

เจริญพร

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *