บทธรรมเทศนา ตอนที่ ๑๘ เมื่ออัจฉริยะกราบกราน: ทำไมพระสารีบุตรถึงกล้าฟันธงว่า ‘ไม่มีใครเหนือกว่าพระพุทธเจ้า’?

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

เจริญพรญาติโยม สาธุชนผู้มีปัญญา ผู้แสวงหาความจริง และผู้ต้องการที่พึ่งทางใจทุกท่าน…

วันนี้อาตมาอยากชวนพวกเราตั้งคำถามกับคำว่า “ความเชื่อ” ในยุคปัจจุบัน ยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร (Information Age) เวลาเราจะเชื่ออะไรสักอย่าง เรามักจะถามหา “หลักฐาน” (Evidence) เราอ่านรีวิว เราดูสถิติ เราต้องการข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ เราไม่ได้เชื่อแค่เพราะ “เขาเล่าว่า” หรือ “อาจารย์บอกมา” อีกต่อไป

แล้วในทางพุทธศาสนาล่ะ? เราเชื่อพระพุทธเจ้าเพราะอะไร? เพราะคัมภีร์บอกไว้? หรือเพราะปู่ย่าตายายพาไหว้?

วันนี้อาตมาจะพาพวกเราไปดูเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ ที่ถูกบันทึกไว้ใน “สัมปสาทนียสูตร” เป็นเหตุการณ์ที่ “พระสารีบุตร” อัครสาวกเบื้องขวา ผู้ได้รับยกย่องว่าเป็น “เอตทัคคะด้านปัญญา” (อัจฉริยะอันดับหนึ่งรองจากพระพุทธเจ้า) ได้เดินเข้าไปประกาศความเชื่อมั่นของท่านต่อหน้าพระพักตร์ สิ่งที่น่าสนใจคือ ท่านไม่ได้ใช้แค่ “ศรัทธา” แบบหลับหูหลับตาเชื่อ แต่ท่านใช้ “ตรรกะ” (Logic) และ “กระบวนการอนุมาน” (Deduction) ที่คมกริบ จนแม้แต่คนรุ่นใหม่อย่างพวกเราฟังแล้ว ก็ต้องยอมจำนนด้วยเหตุผล

๑. อาสภิวาจา: คำประกาศที่สั่นสะเทือนปฐพี

เรื่องราวเกิดขึ้น ณ สวนมะม่วงของปาวาริกเศรษฐี ใกล้เมืองนาลันทา วันนั้นบรรยากาศคงจะเงียบสงบ แต่บทสนทนากำลังจะเข้มข้นถึงขีดสุด พระสารีบุตรได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ แล้วเปล่งวาจาที่เรียกว่า “อาสภิวาจา” (วาจาที่องอาจดั่งพญาราชสีห์) ออกมาว่า:

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ… ข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า ทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน ไม่มีสมณะหรือพราหมณ์อื่นใด จะมีความรู้ยิ่งไปกว่าพระพุทธเจ้าในทางสัมโพธิญาณ”

โยมฟังดูสิ… นี่คือการการันตี (Endorsement) ขั้นสูงสุด! ท่านกล้าฟันธงว่า “ไม่มีใครเก่งกว่าพระพุทธเจ้าอีกแล้ว” ไม่ว่าจะเป็นศาสดาในอดีต หรือที่จะมาในอนาคต

ถ้าเป็นคนทั่วไปฟัง คงรู้สึกปลื้มใจที่มีลูกศิษย์มาชม แต่พระพุทธเจ้าของเราทรงเป็น “บรมครู” ผู้เที่ยงตรงต่อความจริง พระองค์ไม่ได้ทรงยิ้มรับคำชมนั้นง่ายๆ แต่ทรงสวนกลับด้วยคำถามที่เหมือน “กับดัก” เพื่อทดสอบปัญญาพระสารีบุตรทันที

๒. การซักฟอกของพระพุทธองค์: เธอมี Data หรือเปล่า?

พระพุทธองค์ตรัสถามว่า: “สารีบุตร… เธอกล้ากล่าววาจาองอาจขนาดนี้ เธอมีญาณหยั่งรู้จิตใจ (Mind Reading) พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในอดีตแล้วเหรอ? เธอรู้หมดเลยเหรอว่าศีลท่านเป็นยังไง ปัญญาท่านเป็นยังไง?” พระสารีบุตรตอบ: “ไม่ทราบ พระเจ้าข้า”

พระองค์ถามต่อ: “แล้วพระพุทธเจ้าในอนาคตล่ะ เธอรู้ไหม?” พระสารีบุตรตอบ: “ไม่ทราบ พระเจ้าข้า”

พระองค์รุกฆาต: “แล้วเราผู้เป็นพระพุทธเจ้าในปัจจุบันล่ะ… เธอรู้ใจเราทะลุปรุโปร่งทั้งหมดเลยหรือ?” พระสารีบุตรตอบอย่างซื่อตรง (Intellectual Honesty) ว่า: “ข้อนั้นก็เป็นไปไม่ได้ พระเจ้าข้า”

อ้าว! โยมอาจจะงง… ในเมื่อไม่รู้อดีต ไม่รู้อนาคต แถมปัจจุบันก็รู้ไม่หมด แล้วเอาความมั่นใจมาจากไหนมาฟันธงว่า “พระพุทธเจ้าเก่งที่สุด”? นี่คือจุดที่ “พีค” ที่สุดของพระสูตรนี้

๓. Sherlock Holmes แห่งวงการสงฆ์: อนุมานด้วย ‘แนวแห่งธรรม’

พระสารีบุตรกราบทูลว่า ถึงแม้ข้าพระองค์จะไม่มี “เจโตปริยญาณ” (ญาณหยั่งรู้วาระจิตทั้งหมด) แต่ข้าพระองค์มีความรู้ที่เรียกว่า “ธัมมนฺวโย” (การอนุมานตามแนวแห่งธรรม) และท่านได้ยก “อุปมาเรื่องเมืองชายแดน” ขึ้นมาอธิบาย ซึ่งเปรียบเทียบได้เฉียบขาดมาก

ท่านบอกว่า… เปรียบเหมือนเมืองชายแดนของพระราชา เมืองนี้มีกำแพงหนาแน่น พื้นที่ราบเรียบ และมี “ประตูทางเข้าออกเพียงประตูเดียว” นายประตูผู้ฉลาด ยืนเฝ้าอยู่ตรงนั้น เขาอาจจะไม่เห็นคนทุกคนในโลก แต่เขารู้ความจริงข้อหนึ่งว่า: “สัตว์ร่างใหญ่ทุกตัวที่จะเข้าเมืองนี้… ต้องเดินผ่านประตูนี้เท่านั้น! ไม่มีทางอื่นที่จะปีนกำแพงเข้ามาได้”

ฉันใดก็ฉันนั้น… พระสารีบุตรบอกว่า “เมือง” คือ พระนิพพาน หรือความหลุดพ้น “กำแพง” คือ สังสารวัฏที่กักขังเราไว้ “ประตูเดียว” บานนั้น คือ “หลักธรรม” ที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ

พระสารีบุตรวิเคราะห์ว่า พระพุทธเจ้าในอดีต อนาคต และปัจจุบัน ล้วนต้องเดินผ่านประตูบานเดียวกันนี้ (Standard Protocol) คือ: ๑. ละนิวรณ์ ๕: เครื่องเศร้าหมองที่ปิดกั้นปัญญา (ความโลภ โกรธ หลง ง่วง ฟุ้งซ่าน) ๒. ตั้งจิตในสติปัฏฐาน ๔: การมีสติรู้กาย เวทนา จิต ธรรม ๓. เจริญโพชฌงค์ ๗: องค์ประกอบแห่งการตรัสรู้

พระสารีบุตรเห็น “รอยเท้า” ของพระพุทธองค์บนเส้นทางนี้อย่างชัดเจน และเห็นว่าศาสดาอื่นหรือลัทธิอื่น “ไม่ได้เดินเส้นทางนี้” ดังนั้น ท่านจึงอนุมานได้ ๑๐๐% ว่า “ใครก็ตามที่ตรัสรู้ ย่อมต้องรู้อย่างที่พระองค์รู้” และไม่มีทางที่จะมีใครรู้ “ยิ่งกว่า” ความจริงสูงสุดนี้ไปได้

นี่คือศรัทธาที่ไม่ได้เกิดจากความงมงาย แต่เกิดจาก “การเห็นโครงสร้างของความจริง” (Structural Truth)

๔. หลักฐานเชิงประจักษ์: ๑๖ หมวดธรรมที่เหนือมนุษย์

เพื่อยืนยันว่าท่านไม่ได้พูดลอยๆ พระสารีบุตรได้ร่ายยาวถึง “ธรรมที่ยิ่งยวด ๑๖ หมวด” ท่านลิสต์รายการความเก่งกาจของพระพุทธเจ้าออกมาเป็นข้อๆ ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของชีวิต

  • ด้านจิตวิทยา: ทรงรู้วิธี “ดักใจคน” (Mind Reading) รู้วิธีการสอนที่เหมาะกับจริตคนที่สุด
  • ด้านชีววิทยา: ทรงรู้แจ้งเรื่องการก้าวลงสู่ครรภ์ (Conception) อย่างละเอียด ตั้งแต่สเปิร์มเจาะไข่ จนถึงการเจริญเติบโต
  • ด้านการปฏิบัติ: ทรงบัญญัติ “สติปัฏฐาน ๔” วิธีดูกาย ดูจิต ที่ละเอียดลออ
  • ด้านทางลัด: ทรงชี้ทางปฏิบัติที่ “สะดวกและรู้เร็ว” (ขิปปาภิญญา) ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติทุกคนปรารถนา

พระสารีบุตรชี้ว่า ความรู้เหล่านี้ละเอียดลึกซึ้งเกินกว่าที่สมองมนุษย์ทั่วไปจะคิดค้นเองได้ (Beyond Innovation) มันต้องเกิดจากผู้ที่ “รู้แจ้ง” ในธรรมชาติของจักรวาลจริงๆ เท่านั้น

๕. ความอ่อนน้อมของยอดคน: ผู้นำที่ ‘Low Profile, High Impact’

เมื่อพระสารีบุตรกล่าวจบ… พระพุทธองค์ทรงรับรองว่า “ถูกต้องแล้ว สารีบุตร” แต่สิ่งที่น่าประทับใจที่สุด อยู่ที่ตอนท้ายของเรื่อง พระอุทายีเถระ ที่นั่งฟังอยู่ด้วย ได้กล่าวอุทานด้วยความทึ่งว่า

“น่าอัศจรรย์จริงหนอ… พระตถาคตทรงมีฤทธิ์ มีอานุภาพ และมีปัญญามากขนาดนี้ แต่ทรงมีความมักน้อย สันโดษ และขัดเกลาอย่างยิ่ง ไม่ทรงแสดงพระองค์ให้ปรากฏ (Low Profile) เหมือนพวกเจ้าลัทธิอื่นๆ ที่มีดีแค่นิดเดียวก็เที่ยวคุยโวโอ้อวดไปทั่ว”

นี่คือบทเรียนเรื่อง Leadership (ความเป็นผู้นำ) ที่ยิ่งใหญ่ คนเก่งจริง มักถ่อมตน คนรู้ไม่จริง มักโอ้อวด พระพุทธเจ้าทรงเป็นแบบอย่างของผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่กลับเรียบง่ายที่สุด

๖. ประตูบานนั้น… เปิดรอเราอยู่

ช่วงนี้ขอให้โยมตั้งใจฟังให้ดี เพราะนี่คือหัวใจสำคัญที่จะเปลี่ยนชีวิตโยม

ญาติโยมสาธุชนทั้งหลาย… เรื่องราวของพระสารีบุตร ไม่ได้เล่าให้เราฟังเพื่อแค่จะบอกว่า “พระพุทธเจ้าเก่งจัง” แล้วก็จบไป แต่มันกำลังบอกเราว่า “แผนที่สู่ขุมทรัพย์ มีอยู่จริง และถูกต้องแน่นอน”

พระสารีบุตร ผู้เป็นอัจฉริยะ ได้ทำการ Verify (ตรวจสอบ) เส้นทางนี้ให้เราแล้ว ท่านยืนยันด้วยชีวิตของท่านว่า “ประตูเมืองนิพพาน” มีอยู่จริง และมีทางเข้าเพียงทางเดียว

วันนี้… อาตมาอยากถามโยมว่า โยมกำลังเดินไปทางไหน? ชีวิตเราทุกวันนี้ วิ่งวุ่นหาความสุข หาความสำเร็จ ลองผิดลองถูกกับทฤษฎีนั้นทฤษฎีนี้ เรากำลังพยายาม “ปีนกำแพง” เข้าเมือง หรือกำลังเดินหลงทางอยู่ในป่ารอบเมืองหรือเปล่า?

พระพุทธเจ้าและพระสารีบุตร ชี้ทางบอกเราแล้วว่า: “ทางนี้เป็นทางเอก… ทางนี้เป็นทางเดียว” นั่นคือการกลับมาที่ “สติปัฏฐาน ๔” การกลับมาดูกาย ดูใจ ของตัวเอง

โยมอย่าเพิ่งเชื่อ… แต่จงพิสูจน์! พระสารีบุตรไม่ได้เชื่อเพราะพระพุทธเจ้าบอก แต่เชื่อเพราะท่าน “เห็นแนวทาง” โยมก็เหมือนกัน… ลองเอาตัวเองเข้ามาเดินในเส้นทางนี้ ๑. ลดนิวรณ์: ลดความฟุ้งซ่าน ลดความอยาก ลดความหงุดหงิดลงบ้าง ๒. เจริญสติ: ตื่นมาก็รู้ตัว เดินก็รู้ตัว กินข้าวก็รู้ตัว โกรธก็รู้ตัว

ถ้าโยมทำแบบนี้ โยมจะเริ่มเห็น “ประตูเมือง” รำไรๆ โยมจะเริ่มเข้าใจด้วยตัวเองว่า “อ๋อ… ที่พระพุทธเจ้าสอน มันจริงอย่างนี้นี่เอง” “อ๋อ… ความทุกข์มันดับได้จริงๆ ด้วยวิธีนี้นี่เอง”

เมื่อนั้นแหละ… โยมจะไม่ต้องการคำยืนยันจากพระสารีบุตร หรือจากใครอีกแล้ว เพราะโยมได้กลายเป็น “พยาน” แห่งความจริงนั้นด้วยตัวของโยมเอง

บทส่งท้าย

ขอให้โยมทุกคน มั่นใจเถิดว่า เรามี “ครู” ที่ประเสริฐที่สุด เรามี “หลักสูตร” ที่สมบูรณ์แบบที่สุด เหลือแค่ “นักเรียน” อย่างเรา… ว่าจะลงมือทำการบ้าน หรือจะมัวแต่นั่งมองประตู?

ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และบารมีธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดลบันดาลให้ญาติโยมทุกท่าน เป็นผู้มีศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นผู้กล้าหาญที่จะเดินเข้าสู่ “ประตูแห่งอริยมรรค” และได้พบกับความสงบเย็นใจ พ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวง ตลอดกาลนานเทอญ…

เจริญพร

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *