เมื่อภารกิจสิ้นสุด: เจาะลึกระเบียบการพ้นตำแหน่งของบุคลากรและการยุบเลิกสถานศึกษาพระปริยัติธรรม

ในระบบการบริหารจัดการองค์กร การมี “ทางเข้า” ที่ดีอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องมี “ทางออก” ที่ชัดเจนและเป็นธรรมด้วย ภายใต้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ กฎหมายไม่เพียงแต่กำหนดโครงสร้างการบริหารงาน แต่ยังวางหลักเกณฑ์เรื่อง “การพ้นจากตำแหน่ง” ของบุคลากรและการ “ยุบเลิก” สถานศึกษาไว้อย่างรัดกุม เพื่อสร้างธรรมาภิบาลและมาตรฐานในการบริหารงานบุคคลและทรัพยากรของคณะสงฆ์ บทความนี้จะพาไปสำรวจกลไกดังกล่าวใน ๓ มิติสำคัญ

๑. กลไกการผลัดเปลี่ยน: การพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการนโยบาย

หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายอยู่ที่ “คณะกรรมการ” ซึ่งกฎหมายได้กำหนดวาระและเงื่อนไขการพ้นจากตำแหน่งไว้ชัดเจนเพื่อป้องกันการผูกขาดอำนาจและรักษาคุณภาพของผู้นำ

  • คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม (กศป.): กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระคราวละ ๓ ปี นอกจากการพ้นตำแหน่งตามวาระ การตาย หรือการลาออกแล้ว ยังมีเงื่อนไขสำคัญคือ การพ้นจากความเป็นพระภิกษุ หรือกรณีที่สมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาให้ออกโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมรวมถึงการขาดคุณสมบัติทางกฎหมาย เช่น เป็นบุคคลล้มละลาย ทุจริต หรือถูกจำคุก  
  • คณะกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม (กบป.): มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ ๔ ปี โดยมีเงื่อนไขการพ้นตำแหน่งคล้ายคลึงกัน แต่มีจุดเด่นคือ กศป. มีอำนาจมติให้ถอดถอนได้ ซึ่งหลักเกณฑ์เหล่านี้ถูกนำไปใช้อนุโลมกับคณะอนุกรรมการ (อบป.) ด้วย  

๒. เส้นทางวิชาชีพ: การสิ้นสุดสถานะของ “จศป.”

สำหรับ เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม (จศป.) ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักในการปฏิบัติงาน กฎหมายได้กำหนดเหตุแห่งการออกจากงานไว้ ๖ ประการหลัก เพื่อประกันความมั่นคงและประสิทธิภาพในการทำงาน:  

  1. วาระตามธรรมชาติ: คือการมรณภาพหรือตาย และการเกษียณอายุ ซึ่งมีความยืดหยุ่นต่างกัน โดยคฤหัสถ์เกษียณที่ ๖๐ ปี แต่บรรพชิตเกษียณที่ ๗๐ ปี และสามารถต่ออายุได้คราวละ ๑ ปี (สูงสุดไม่เกิน ๑๐ ปี)  
  2. ความสมัครใจ: การลาออกต้องยื่นหนังสือล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน  
  3. มาตรการบริหารและวินัย: ผู้มีอำนาจสามารถ “สั่งให้ออก” ได้หากเจ็บป่วยจนปฏิบัติงานไม่ได้ หรือมีผลประเมินต่ำกว่าเกณฑ์ติดต่อกัน ๓ ปี รวมถึงกรณีการลงโทษทางวินัยร้ายแรงอย่างการ “ปลดออก” หรือ “ไล่ออก”  
  4. เงื่อนไขเฉพาะของพระสงฆ์: หาก จศป. ที่เป็นบรรพชิตทำการ “ลาสิกขา” ให้ถือว่าพ้นจากความเป็น จศป. ทันที  

๓. วาระสุดท้ายขององค์กร: การยุบ รวม หรือเลิกสถานศึกษา

เมื่อสถานศึกษาไม่สามารถดำเนินภารกิจต่อได้ กฎหมายใหม่ (พ.ศ. ๒๕๖๗) ได้วางระบบการ “ยุบเลิก” ที่ชัดเจนกว่าเดิม ดังนี้  

  • เกณฑ์ชี้วัดวิกฤต: สำหรับโรงเรียนแผนกสามัญศึกษา หากมีผู้เรียนต่ำกว่าเกณฑ์ (ม.ต้น ๓๐ รูป, ม.ปลาย ๒๕ รูป) หรือไม่มีการเรียนการสอนติดต่อกัน ๓ ปี จะถือเป็นเหตุแห่งการยุบหรือเลิก ส่วนสำนักเรียนหรือสำนักศาสนศึกษาก็ใช้เกณฑ์เทียบเคียงกันเมื่อไม่สามารถจัดการศึกษาต่อได้  
  • กระบวนการตัดสินใจ: ต้องมีการจัดทำ “แผนการรวมหรือเลิก” ที่ครอบคลุมการจัดการบุคลากร ทรัพย์สิน และการเยียวยาผู้เรียน โดยต้องเสนอผ่านลำดับชั้นการปกครอง (แม่กองฯ หรือประธานแผนกสามัญฯ) เพื่อให้ กศป. เป็นผู้อนุมัติขั้นสุดท้าย  
  • การจัดการมรดก: ทรัพย์สินที่เป็น “อสังหาริมทรัพย์” จะตกเป็นของวัดที่เป็นที่ตั้ง ส่วน “สังหาริมทรัพย์” ให้อยู่ในดุลยพินิจของ กศป.  

บทสรุป ระเบียบว่าด้วยการพ้นจากตำแหน่งและการยุบเลิกสถานศึกษานี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างมาตรฐานการบริหารจัดการที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ภายใต้ พ.ร.บ. การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพยากรของพระพุทธศาสนาจะถูกบริหารจัดการอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด แม้ในยามที่ภารกิจของบุคลากรหรือสถานศึกษานั้นสิ้นสุดลง

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *