ศาสนสมบัติกลาง: นิยาม สถานะทางกฎหมาย และกลไกการบริหารจัดการทรัพย์สินของพระพุทธศาสนา
ทรัพย์สินในพระพุทธศาสนา หรือที่เรียกว่า “ศาสนสมบัติ” เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนและมีความสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงของสถาบันศาสนา กฎหมายคณะสงฆ์ไทยได้จำแนกศาสนสมบัติออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ “ศาสนสมบัติของวัด” และ “ศาสนสมบัติกลาง” บทความนี้จะมุ่งเน้นไปที่การทำความเข้าใจโครงสร้างทางกฎหมายของ “ศาสนสมบัติกลาง” ครอบคลุมตั้งแต่นิยาม ผู้รับผิดชอบ ที่มาของทรัพย์สิน ตลอดจนมาตรการคุ้มครองทางกฎหมายที่เข้มงวด
๑. นิยามและลักษณะเฉพาะ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ “ศาสนสมบัติกลาง” (Central Ecclesiastical Property) หมายถึง ทรัพย์สินของพระศาสนาที่ยังมิใช่ของวัดใดวัดหนึ่งโดยเฉพาะ กล่าวคือ เป็นทรัพย์สินส่วนกลางของพระพุทธศาสนาในประเทศไทยที่ไม่ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนิติบุคคลที่เป็นวัดใดวัดหนึ่ง ซึ่งมีความแตกต่างจาก “ศาสนสมบัติของวัด” ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของวัดนั้น ๆ โดยตรง
๒. วิวัฒนาการของผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษา หน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลศาสนสมบัติกลางมีการเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของกฎหมายและการปฏิรูประบบราชการในแต่ละยุคสมัย ดังนี้
- ยุค พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔: กฎหมายกำหนดให้ กระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและจัดการ
- ยุค พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕: อำนาจหน้าที่ถูกโอนมายัง กรมการศาสนา โดยกฎหมายบัญญัติให้ถือว่ากรมการศาสนาเป็นเจ้าของศาสนสมบัติกลางนั้นด้วยเพื่อประโยชน์ในการจัดการ
- ยุคปัจจุบัน: ภายหลังการตรา กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๕ (พ.ศ. ๒๕๔๕) อำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติกลางได้ถูกโอนมาเป็นของ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการสนองงานคณะสงฆ์ในปัจจุบัน
๓. ที่มาและบ่อเกิดของศาสนสมบัติกลาง ศาสนสมบัติกลางเกิดขึ้นได้จากหลายกรณี แต่กรณีสำคัญทางกฎหมายที่พบบ่อย ได้แก่:
- ทรัพย์สินที่ยังไม่ได้จัดสรร: ทรัพย์สินของพระศาสนาที่ยังไม่ได้ระบุให้เป็นของวัดใดวัดหนึ่ง
- กรณีวัดถูกยุบเลิก: เมื่อมีการยุบเลิกวัดใดวัดหนึ่ง ทรัพย์สินของวัดนั้นย่อมตกเป็นศาสนสมบัติกลาง
- กรณีวัดร้าง: วัดที่ไม่มีพระภิกษุอยู่อาศัยและยังไม่มีการประกาศยุบเลิกวัด กฎหมายกำหนดให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมีหน้าที่ปกครองดูแลรักษา ทั้งที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ และทรัพย์สินอื่น ๆ ของวัดนั้น ในฐานะศาสนสมบัติกลาง
๔. เอกสิทธิ์และความคุ้มครองทางกฎหมาย เพื่อให้ทรัพย์สินของพระพุทธศาสนาได้รับการปกป้องรักษาไว้สืบไป กฎหมายจึงบัญญัติมาตรการคุ้มครองพิเศษไว้ ดังนี้
- ความรับผิดแห่งการบังคับคดี: ที่ศาสนสมบัติกลางเป็นทรัพย์สินที่ ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี (เจ้าหนี้ไม่สามารถฟ้องยึดทรัพย์ได้)
- อายุความ: กฎหมาย ห้ามมิให้บุคคลใดยกอายุความขึ้นต่อสู้ กับวัดหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นที่ศาสนสมบัติกลาง (เช่น การอ้างสิทธิครอบครองปรปักษ์เพื่อแย่งกรรมสิทธิ์ที่ดินวัดร้าง ไม่สามารถทำได้)
๕. การโอนกรรมสิทธิ์และการจัดการงบประมาณ
- หลักการโอนกรรมสิทธิ์: การโอนกรรมสิทธิ์ที่ศาสนสมบัติกลาง โดยหลักการต้องกระทำโดยตราเป็น พระราชบัญญัติ เท่านั้น
- ข้อยกเว้น: ตาม พ.ร.บ. คณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ การโอนให้แก่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ สามารถกระทำได้โดยตราเป็น พระราชกฤษฎีกา แต่ต้องผ่านเงื่อนไขสำคัญคือ มหาเถรสมาคมไม่ขัดข้อง และวัดต้องได้รับค่าผาติกรรม (ค่าชดเชย) ที่เป็นธรรม
- การงบประมาณ: การจัดทำงบประมาณประจำปีของศาสนสมบัติกลาง เป็นหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แต่จะต้องได้รับความเห็นชอบจาก มหาเถรสมาคม ก่อนจึงจะประกาศใช้ได้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้โดยองค์กรปกครองสงฆ์สูงสุด
บทสรุป กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับศาสนสมบัติกลางสะท้อนให้เห็นเจตนารมณ์ในการคุ้มครองทรัพย์สินของแผ่นดินและของพระพุทธศาสนาอย่างรัดกุม โดยมีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการ ภายใต้การกำกับดูแลของมหาเถรสมาคม เพื่อให้ทรัพย์สินเหล่านี้ถูกใช้ไปเพื่อประโยชน์แห่งการสืบทอดและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างยั่งยืน

