สถานะทางกฎหมายและการบริหารจัดการ: บทวิเคราะห์เจาะลึก ‘ศาสนสมบัติกลาง’ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์

ในการบริหารกิจการพระพุทธศาสนา “ทรัพย์สิน” ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องมีการจัดการด้วยความรอบคอบและรัดกุม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ศาสนสมบัติกลาง” ซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนรวมของพระศาสนาที่มิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดใดวัดหนึ่งโดยเฉพาะ บทความนี้จะนำเสนอสาระสำคัญเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมาย อำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษา และมาตรการคุ้มครองศาสนสมบัติกลาง ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์และกฎมหาเถรสมาคม

๑. นิติฐานะและอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษา ตามมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ได้วางหลักการสำคัญเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของและการจัดการไว้ดังนี้

  • นิยาม: ศาสนสมบัติกลาง คือ ทรัพย์สินของพระศาสนาซึ่งมิใช่ของวัดใดวัดหนึ่ง
  • ผู้มีอำนาจหน้าที่: แต่เดิมกฎหมายกำหนดให้ กรมการศาสนา มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและจัดการ โดยให้ถือเสมือนว่าเป็นเจ้าของศาสนสมบัติกลางนั้นเพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการ
  • การโอนอำนาจในปัจจุบัน: ภายหลังการปฏิรูประบบราชการและการประกาศใช้ กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๕ (พ.ศ. ๒๕๔๕) อำนาจหน้าที่ดังกล่าวได้ถูกโอนมาเป็นของ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการสนองงานคณะสงฆ์และดูแลรักษาทรัพย์สินเหล่านี้ในปัจจุบัน

๒. กระบวนการงบประมาณและการตรวจสอบ การบริหารจัดการเงินและงบประมาณของศาสนสมบัติกลาง มีกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ (Check and Balance) ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองสงฆ์สูงสุด กล่าวคือ

  • การจัดทำงบประมาณ: หน่วยงานผู้รับผิดชอบ (เดิมคือกระทรวงศึกษาธิการ ปัจจุบันคือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ) มีหน้าที่จัดทำร่างงบประมาณประจำปีของศาสนสมบัติกลาง
  • การอนุมัติ: กฎหมายกำหนดเงื่อนไขบังคับว่า งบประมาณดังกล่าวจะต้องได้รับ ความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคม ก่อน จึงจะสามารถประกาศใช้ได้ เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้จ่ายเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่พระศาสนา

๓. เอกสิทธิ์และความคุ้มครองทางกฎหมาย เพื่อให้ศาสนสมบัติกลางมีความมั่นคงและปลอดภัยจากการถูกรอนสิทธิ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้บัญญัติมาตรการคุ้มครองที่เข้มงวดไว้ ๒ ประการสำคัญ

  1. ห้ามยกอายุความขึ้นต่อสู้: กฎหมายห้ามมิให้บุคคลใดยกอายุความขึ้นต่อสู้กับวัดหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือที่ศาสนสมบัติกลาง (หมายความว่า บุคคลภายนอกไม่สามารถอ้างการครอบครองปรปักษ์เพื่อให้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินเหล่านี้ได้)
  2. ความรับผิดแห่งการบังคับคดี: ศาสนสมบัติกลางมีสถานะเป็นทรัพย์สินที่ ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี (Immunity from execution) กล่าวคือ เจ้าหนี้ไม่สามารถฟ้องร้องเพื่อยึดทรัพย์สินส่วนนี้ไปชำระหนี้ได้

๔. ความเชื่อมโยงกับ “วัดร้าง” อีกหนึ่งที่มาสำคัญของศาสนสมบัติกลางคือทรัพย์สินจากวัดร้าง โดยกฎหมายได้จำแนกสถานะการจัดการไว้ดังนี้

  • กรณีวัดร้างที่ยังไม่ยุบเลิก: วัดที่ไม่มีพระภิกษุอยู่อาศัยแต่ยังคงสถานะนิติบุคคล กฎหมายมอบหมายให้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีหน้าที่ปกครองดูแลรักษาวัดนั้น รวมถึงที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ และทรัพย์สินต่าง ๆ
  • กรณีการยุบเลิกวัด: หากมีการประกาศยุบเลิกวัดอย่างเป็นทางการ ทรัพย์สินทั้งหมดของวัดที่ถูกยุบเลิกจะเปลี่ยนสถานะตกเป็น ศาสนสมบัติกลาง ทันที

บทสรุป บทบัญญัติทางกฎหมายเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ในการรักษา “สมบัติของแผ่นดินและพระศาสนา” ให้คงอยู่สืบไป โดยมีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน และมีมหาเถรสมาคมเป็นองค์กรกำกับดูแล เพื่อให้ศาสนสมบัติกลางถูกนำมาใช้เพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *