“จศป.” คือใคร? ถอดรหัสสถานะ ‘ลูกจ้างกึ่งข้าราชการ’ ที่คนทำงานศาสนาต้องรู้ (เมื่อวัดใช้เงินรัฐ แต่ไม่ได้เป็นข้าราชการ)

ความย้อนแย้งที่น่าสนใจ

ในวงการการศึกษาคณะสงฆ์ มีคำถามโลกแตกที่ถามกันบ่อยที่สุดคำถามหนึ่งคือ “ตกลงแล้ว จศป. เป็นข้าราชการหรือไม่?” คำตอบคือ “ไม่ใช่”… แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าไม่ใช่ แล้วทำไมถึงใช้ระเบียบวินัยเดียวกับข้าราชการ? ทำไมเงินเดือนต้องผ่านกระทรวงการคลัง?

นี่คือความน่าสนใจของตำแหน่ง “เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม” หรือ จศป. มันคือโมเดลการจ้างงานรูปแบบพิเศษ (Hybrid Model) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาคลาสสิกของวัด คือความไม่มั่นคง วันนี้เราจะมาผ่าโครงสร้างนี้ดูกันว่า ภายใต้กฎหมาย พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ สถานะที่แท้จริงของ จศป. คืออะไรกันแน่?


1. The Identity: ไม่ใช่ข้าราชการ แต่คือ “คนของวัด” ที่รัฐเลี้ยงดู

ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า การกำเนิดขึ้นของ พ.ร.บ. ปี ๖๒ ไม่ได้เป็นการเสกตำแหน่งข้าราชการประเภทใหม่ขึ้นมาในสารบบราชการไทย นิยามทางกฎหมาย: จศป. มีสถานะเป็น “ลูกจ้างของสถานศึกษาพระปริยัติธรรม”

พูดง่ายๆ คือ นายจ้างโดยตรงของ จศป. ไม่ใช่กรม ไม่ใช่กระทรวง แต่คือ “โรงเรียนพระปริยัติธรรม” (วัด) นั่นเอง เพียงแต่เป็นลูกจ้างที่มีเกราะป้องกันทางกฎหมาย ไม่ใช่ลูกจ้างที่วัดจ้างกันเองตามมีตามเกิดเหมือนในอดีต


2. The Benchmark: ยืมมาตรฐาน “C” มาใช้

ความฉลาดของการออกแบบระบบ จศป. คือการไม่ออกกฎใหม่ทั้งหมดให้เวียนหัว แต่ใช้วิธี “Copy & Paste” มาตรฐานที่ดีที่สุดมาใช้ แม้ จศป. จะไม่ใช่ข้าราชการ แต่ข้อบังคับ กศป. ปี ๒๕๖๓ เขียนไว้ชัดเจนว่า อะไรที่ไม่ได้ระบุไว้ “ให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนมาใช้บังคับโดยอนุโลม”

นัยสำคัญ (Implication): นี่คือการยกระดับ (Upgrade) ครั้งใหญ่ แปลว่าเรื่องวินัย การลงโทษ การเลื่อนขั้น หรือมาตรฐานทางจริยธรรม จศป. ถูกคาดหวังให้มีมาตรฐานเทียบเท่าข้าราชการพลเรือนทุกประการ เป็นการยืม “มาตรฐาน C” มาใช้ เพื่อสร้างความเป็นมืออาชีพ


3. The Funding: เงินเดือนใครจ่าย?

จุดตัดที่สำคัญที่ทำให้ จศป. ต่างจากลูกจ้างวัดทั่วไป คือ “ที่มาของเงิน” จศป. (ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุหรือคฤหัสถ์) ได้รับค่าตอบแทนจาก “งบประมาณแผ่นดิน” และอัตราเงินเดือนรวมถึงสวัสดิการต่างๆ ต้องผ่านการเห็นชอบจาก “กระทรวงการคลัง”

นี่คือจุดเปลี่ยน เพราะเมื่อเงินมาจากคลัง มันแปลว่ามีความมั่นคงแน่นอน (Guaranteed) ไม่ต้องรอลุ้นว่าเดือนนี้เจ้าอาวาสจะมีปัจจัยพอจ่ายเงินเดือนครูไหมเหมือนในอดีต


4. The Paradigm Shift: จาก “ศรัทธา” สู่ “นิติรัฐ”

สิ่งที่น่าชื่นชมที่สุดของการมีระบบ จศป. ไม่ใช่เรื่องเงิน แต่คือการเปลี่ยนระบบบริหารจัดการ ในอดีต ชะตากรรมของบุคลากรในวัดมักขึ้นอยู่กับ “ดุลยพินิจ” (Rule of Man) ของเจ้าสำนักเรียน ท่านเมตตาก็อยู่ได้ ท่านไม่ปลื้มก็อยู่ยาก แต่ระบบ จศป. เปลี่ยนสิ่งนี้ให้เป็น “ระบบนิติรัฐ” (Rule of Law)

  • มีความมั่นคงในวิชาชีพ (Job Security)
  • มีความโปร่งใสในการแต่งตั้งโยกย้าย
  • มีมาตรฐานเทียบเคียงกับภาครัฐ

บทสรุป: สถานะที่ลงตัว

สรุปแล้ว จศป. คือนวัตกรรมของการบริหารงานบุคคลในคณะสงฆ์ เป็นสถานะที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง “ความคล่องตัวของเอกชน (วัด)” กับ “ความมั่นคงของราชการ (รัฐ)”

  • สถานะ: ลูกจ้างสถานศึกษา (วัด)
  • กติกา: ใช้กฎข้าราชการ (พลเรือน)
  • ท่อน้ำเลี้ยง: เงินภาษี (รัฐ)

นี่คือการจัดวางตำแหน่งที่ชาญฉลาด เพื่อให้คนทำงานศาสนามีหลักประกันที่มั่นคง พอที่จะทุ่มเททำงานเผยแผ่ศาสนาได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเรื่องปากท้องนั่นเอง.

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *