พลิกโฉมการบริหารงานบุคคลคณะสงฆ์: วินัยและระบบคุณธรรมของ “จศป.” ในบริบทโลกสมัยใหม่
จาก “ศรัทธาอาสา” สู่ “วิชาชีพที่มีมาตรฐาน”
ในอดีต ภาพจำของบุคลากรผู้สนับสนุนงานการศึกษาในวัดมักถูกมองในฐานะ “ลูกจ้างวัด” หรือผู้ทำงานจิตอาสาที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความศรัทธา โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าอาวาสเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้นำมาซึ่งจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ โดยการยกระดับสถานะของบุคคลเหล่านี้ให้กลายเป็น “เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม” (จศป.) ซึ่งมีสถานะทางกฎหมายรองรับชัดเจนและอยู่ภายใต้ระบบนิเวศการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (HRM) ที่ทันสมัย
สาระสำคัญของการปฏิรูปครั้งนี้มิใช่เพียงการปรับปรุงสิทธิประโยชน์หรือค่าตอบแทน หากแต่เป็นการสถาปนา “สถาปัตยกรรมเชิงวินัย” รูปแบบใหม่ ที่หลอมรวมวัตรปฏิบัติอันดีงามของสงฆ์เข้ากับระเบียบวินัยของข้าราชการพลเรือน เพื่อสร้างมาตรฐานการบริหารงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ภายใต้หลักนิติธรรม
๑. การผสานอัตลักษณ์: เมื่อจริยธรรมทางธรรมบรรจบกับวินัยทางโลก
บทบาทของ จศป. ทั้งในส่วนที่เป็นบรรพชิตและคฤหัสถ์ มีความท้าทายในการแบกรับมาตรฐานจริยธรรมสองมิติที่ซ้อนทับกันอย่างลงตัว ได้แก่:
- มิติด้านจิตวิญญาณ (Spiritual Integrity): ข้อบังคับคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม (กศป.) พ.ศ. ๒๕๖๓ กำหนดพันธกิจสูงสุดคือ “การเคารพและเทิดทูนพระรัตนตรัย” โดยมีข้อห้ามเด็ดขาดคือการกระทำใดๆ อันเป็นการลบหลู่พระรัตนตรัย ซึ่งถือเป็นรากฐานความมั่นคงของสถาบันศาสนา
- มิติด้านธรรมาภิบาล (Secular Governance): ในขณะเดียวกัน จศป. ต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้หลักการ “ซื่อสัตย์ สุจริต และเที่ยงธรรม” รวมถึงการวางตนเป็นกลางทางการเมือง โดยกฎหมายระบุให้ นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนมาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณีที่ระเบียบของ จศป. มิได้กำหนดไว้
การบูรณาการนี้ทำให้ จศป. มีภาระหน้าที่เหนือกว่าข้าราชการทั่วไป กล่าวคือ นอกจากจะต้องเป็นนักบริหารหรือนักการศึกษาที่มีประสิทธิภาพแล้ว ยังต้องดำรงตนเป็น “แบบอย่างทางจิตวิญญาณ” ที่ช่วยรักษาเกียรติภูมิของพระพุทธศาสนาอีกด้วย
๒. มาตรการทางวินัยและจุดตัดความรับผิด (Disciplinary Action)
เพื่อให้ระบบคุณธรรมมีความศักดิ์สิทธิ์ กฎหมายได้กำหนดมาตรการลงโทษทางวินัยไว้ ๕ ระดับ ได้แก่ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดเงินเดือน ปลดออก และไล่ออก เพื่อใช้กำกับดูแลพฤติกรรมของบุคลากร
ทั้งนี้ ได้มีการกำหนดนิยามของ “การกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง” (Serious Misconduct) ซึ่งเปรียบเสมือนจุดแตกหักที่ยอมความไม่ได้ อาทิ:
- การทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จนก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อราชการ
- การละทิ้งหน้าที่ติดต่อกันเกิน ๑๕ วัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
- พฤติกรรมที่เข้าข่าย “ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” ซึ่งครอบคลุมถึงการล่วงละเมิดทางเพศ การคุกคาม หรือการดูหมิ่นเหยียดหยามประชาชน
๓. ระบบพิทักษ์สิทธิ: กลไกการอุทธรณ์และการร้องทุกข์
เพื่อให้ ระบบคุณธรรม (Merit System) ทำงานได้อย่างสมบูรณ์และป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบของผู้บังคับบัญชา กฎหมายได้วางกลไกคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานไว้ ๒ ช่องทางหลัก:
- ระบบการอุทธรณ์ (Appeal): ใช้ในกรณีที่ จศป. ถูกสั่งลงโทษทางวินัย โดยสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อผู้มีอำนาจสั่งบรรจุได้ภายใน ๓๐ วัน หรือหากคำสั่งนั้นมาจากผู้บริหารระดับสูง ก็สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม (กศป.) ซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดได้
- ระบบการร้องทุกข์ (Complaint): ใช้สำหรับความคับข้องใจที่เกิดจากการบริหารงานบุคคลที่ไม่เป็นธรรม (ที่ไม่ใช่บทลงโทษทางวินัย) โดยสามารถร้องทุกข์ตามลำดับชั้นการบังคับบัญชาจนถึงระดับสูงสุด
กลไกเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงจากระบบ “เมตตาธรรมตามดุลยพินิจ” ในอดีต มาสู่การรับรอง “สิทธิทางกฎหมาย” ที่เป็นรูปธรรมและตรวจสอบได้
บทสรุป: รากฐานใหม่แห่งความยั่งยืน
การสถาปนา วินัยและระบบคุณธรรมของ จศป. นับเป็นก้าวย่างสำคัญในการนำพาการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยเข้าสู่มาตรฐานสากล ระบบนี้มิได้ถูกออกแบบมาเพื่อ “ควบคุม” เสรีภาพ แต่เพื่อ “คุ้มครอง” คนดีและรักษามาตรฐานวิชาชีพ
หากเปรียบ “พระวินัย” คือศีลที่กำกับกายวาจาให้งดงาม “ระเบียบวินัย จศป.” ก็เปรียบเสมือนรั้วทางกฎหมายที่ป้องกันความเสื่อมเสียและสร้างความโปร่งใส เมื่อทั้งสองส่วนนี้ทำงานสอดประสานกัน ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคมว่า พุทธศาสนทายาทจะได้รับการบ่มเพาะภายใต้ระบบที่มีคุณภาพและธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง

