ปริยัติธรรม ๔.๐: พลิกโฉมกระบวนทัศน์การศึกษาสงฆ์ด้วยนวัตกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์
ท่ามกลางกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงในยุค Digital Disruption ที่เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในการกำหนดวิถีชีวิตและโครงสร้างสังคมในทุกมิติ การจัดการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยมิได้หยุดนิ่งอยู่เพียงกรอบจารีตเดิม หากแต่กำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าภายใต้ แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๔-๒๕๗๐ เพื่อมุ่งสู่หมุดหมายใหม่ที่เรียกว่า “การศึกษาปริยัติธรรม ๔.๐” ซึ่งมีเป้าประสงค์สำคัญในการยกระดับการศึกษาสงฆ์ไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้พุทธศาสระดับโลก
บทความนี้จะนำเสนอบทวิเคราะห์ถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของ “ห้องเรียนในจีวร” จากระบบดั้งเดิมสู่ระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัลที่ทันสมัยและเข้าถึงได้สำหรับคนทุกเจเนอเรชัน
๑. ปฏิรูปกระบวนทัศน์: จากระบบ “พี่สอนน้อง” สู่ครูมืออาชีพและ AI
ประเด็นสำคัญที่สุดของการปฏิรูปครั้งนี้คือการปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดการเรียนรู้ (Learning Paradigm Shift) ในอดีตระบบการศึกษาสงฆ์มักพึ่งพา “ระบบพี่สอนน้อง” ซึ่งแม้จะมีจุดเด่นด้านความสัมพันธ์ แต่อาจขาดมาตรฐานการพัฒนาบุคลากรครูที่เป็นระบบ แผนยุทธศาสตร์ใหม่จึงมุ่งเน้นการสร้าง “ครูผู้สอนมืออาชีพ” โดยกำหนดหลักสูตรพัฒนาสมรรถนะครูในทุกระดับชั้น ให้มีความเชี่ยวชาญทั้งในเชิงลึกของหลักพุทธธรรมและทักษะการถ่ายทอดด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการบูรณาการเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยสอน โดยมีแผนพัฒนาระบบการเรียนรู้อัจฉริยะ (Intelligent Tutoring Systems) ที่ผู้เรียนสามารถศึกษาค้นคว้าได้ด้วยตนเอง พร้อมระบบ AI ปรึกษาและไขข้อข้องใจในหลักธรรมได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลาและบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๒. สถาปัตยกรรมดิจิทัล: การเชื่อมโยงข้อมูลแห่งชาติ (National Big Data)
หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนโมเดล ๔.๐ คือการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่แข็งแกร่ง แผนยุทธศาสตร์ระบุถึงการจัดทำ National Big Data หรือฐานข้อมูลกลางขนาดใหญ่ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสถานศึกษาพระปริยัติธรรม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และกระทรวงศึกษาธิการ เข้าด้วยกันอย่างเป็นเอกภาพ
ควบคู่ไปกับการพัฒนา Digital Platform ซึ่งเปรียบเสมือน “คลังปัญญาพุทธธรรมออนไลน์” ที่รวบรวมทรัพยากรการเรียนรู้ (e-Learning) ไว้อย่างครบครัน แพลตฟอร์มนี้จะทำหน้าที่ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ทำให้พระภิกษุสามเณรในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงการบรรยายของคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิหรือพระมหาเปรียญระดับประเทศได้ทัดเทียมกับในเมืองใหญ่
๓. Smart Classroom: นิเวศการเรียนรู้แห่งอนาคต
สภาพแวดล้อมทางกายภาพของห้องเรียนกำลังถูกยกระดับสู่ความเป็น Smart Classroom ที่พรั่งพร้อมด้วยสื่อดิจิทัลและอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) นอกจากนี้ ยังมีโครงการจัดตั้ง หอสมุดกลางปริยัติธรรมแห่งชาติ และ ห้องสมุดดิจิทัล (National Digital Library)
โครงการเหล่านี้มุ่งเน้นการแปลงคัมภีร์ใบลานและตำราวิชาการให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล (Digitization) พร้อมนำเทคโนโลยีเสมือนจริงอย่าง Virtual Reality (VR) และ Augmented Reality (AR) มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้การศึกษาพุทธประวัติหรือพระธรรมวินัย มีความสมจริง น่าสนใจ และสอดคล้องกับพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนยุคใหม่
บทสรุป
การขับเคลื่อน การศึกษาปริยัติธรรม ๔.๐ มิใช่เพียงการนำเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่วิถีปฏิบัติเดิม แต่คือการทำลายกำแพงกั้นระหว่าง “ศรัทธา” และ “นวัตกรรม” เพื่อสร้างสะพานเชื่อมโยงองค์ความรู้ให้กว้างไกลยิ่งขึ้น
เปรียบเสมือนวิวัฒนาการจากการจารึกพระธรรมลงบน “คัมภีร์ใบลาน” สู่การจัดเก็บข้อมูลบนระบบ “Cloud” : แม้แก่นแท้แห่งพระธรรมวินัยจะยังคงความบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์มิเปลี่ยนแปลง แต่ “ยานพาหนะ” ในการนำส่งปัญญานั้น ได้พัฒนาจากเกวียนที่เชื่องช้า สู่เครือข่ายความเร็วสูงที่ไร้พรมแดน เพื่อให้แสงสว่างแห่งธรรมสามารถส่องนำทางสังคมโลกได้อย่างยั่งยืนและทันท่วงที

