ธรรมาภิบาลบุคลากรสงฆ์: เจาะลึกมาตรฐานวินัยและคุณสมบัติ “เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม (จศป.)” ตามระเบียบใหม่
การยกระดับสถานะของ “เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม” (จศป.) ภายใต้โครงสร้างกฎหมายใหม่ มิใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อเรียกตำแหน่ง หากแต่เป็นการวางรากฐานระบบบริหารงานบุคคลของคณะสงฆ์ให้ก้าวสู่ความเป็น “นิติรัฐ” ที่มีมาตรฐานเทียบเคียงได้กับระบบข้าราชการพลเรือน โดยมีการกำหนดเงื่อนไขคุณสมบัติและกรอบจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ไว้อย่างรัดกุม ดังรายละเอียดสำคัญต่อไปนี้
๑. ปราการด่านแรก: เกณฑ์คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม
ผู้ที่จะผ่านการสรรหาเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็น จศป. ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ จำเป็นต้องผ่านเกณฑ์คุณสมบัติพื้นฐานตาม ข้อ ๑๕ ของข้อบังคับ กศป. พ.ศ. ๒๕๖๓ ซึ่งสะท้อนถึงการคัดกรองบุคคลที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบ ดังนี้:
- สถานะความเป็นพลเมือง: ต้องมีสัญชาติไทยและมีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปีบริบูรณ์ (ในกรณีที่มีเหตุผลความจำเป็นพิเศษ คณะกรรมการบริหารงานบุคคล หรือ กบป. อาจพิจารณายกเว้นเงื่อนไขเรื่องสัญชาติได้)
- จุดยืนทางอุดมการณ์: ต้องเป็นผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ
- สุขภาวะและสถานะทางสังคม: ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย คนไร้ความสามารถ หรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ อีกทั้งต้องเป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อย ไม่มีความบกพร่องในศีลธรรมอันดี
- ประวัติความโปร่งใส: ต้องมีประวัติขาวสะอาด กล่าวคือ ไม่เคยถูกลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออกจากหน่วยงานรัฐหรือเอกชนด้วยฐานความผิดทางวินัย ไม่เคยทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ และไม่เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด (ยกเว้นความผิดลหุโทษหรือความผิดที่กระทำโดยประมาท)
- เกณฑ์เฉพาะสำหรับอดีตบรรพชิต: หากเป็นผู้ที่เคยผ่านการบวชเรียนมาก่อน ต้องไม่เคยมีประวัติต้องอาบัติหนัก (ปาราชิก) จนขาดจากความเป็นบรรพชิต
๒. จริยธรรมและข้อห้ามในการปฏิบัติหน้าที่ (Code of Conduct)
เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรักษาไว้ซึ่งศรัทธา ตาม ข้อ ๓๙ ได้กำหนดข้อห้ามที่ จศป. พึงสังวรระวังอย่างเคร่งครัด ได้แก่:
- การธำรงไว้ซึ่งศรัทธา: ต้องละเว้นการกระทำใดๆ อันเป็นการลบหลู่ดูหมิ่นพระรัตนตรัย ซึ่งถือเป็นความผิดมหันต์สำหรับบุคลากรในองค์กรทางศาสนา
- ความซื่อสัตย์สุจริต: ต้องไม่รายงานเท็จหรือปกปิดข้อความจริงที่ควรแจ้งต่อผู้บังคับบัญชา และต้องเคารพสายการบังคับบัญชา ไม่ปฏิบัติงานข้ามขั้นตอนโดยไม่ได้รับอนุญาต
- การขัดกันแห่งผลประโยชน์ (Conflict of Interest): ห้ามมิให้อาศัยตำแหน่งหน้าที่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบแก่ตนเองหรือผู้อื่น รวมถึงห้ามดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการในนิติบุคคลเชิงพาณิชย์ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตตามระเบียบ
- มนุษยธรรมและศักดิ์ศรี: ต้องไม่กระทำการกลั่นแกล้ง กดขี่ หรือข่มเหงเพื่อนร่วมงาน ต้องไม่ล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ และต้องให้บริการประชาชนด้วยความสุภาพ ไม่ดูหมิ่นเหยียดหยามผู้มาติดต่อราชการ
๓. มาตรการทางวินัย: ดุลยภาพระหว่างทางโลกและทางธรรม
ระบบวินัยของ จศป. เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่าง “พระธรรมวินัย” และ “วินัยข้าราชการพลเรือน” หากมีการฝ่าฝืนข้อห้าม จะนำไปสู่กระบวนการลงโทษทางวินัย ๕ สถาน ได้แก่ ภาคทัณฑ์, ตัดเงินเดือน, ลดเงินเดือน, ปลดออก และไล่ออก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณี “ความผิดวินัยอย่างร้ายแรง” อาทิ การทุจริตต่อหน้าที่, การละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อกันเกิน ๑๕ วันโดยไม่มีเหตุผลอันควร, หรือการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง (รวมถึงคดีคุกคามทางเพศ) กฎหมายกำหนดบทลงโทษขั้นเด็ดขาดคือ ปลดออก หรือ ไล่ออก เท่านั้น
บทสรุป
ตำแหน่ง “เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม (จศป.)” ในยุคปัจจุบัน คือภาพสะท้อนของบุคลากรคุณภาพที่ต้องดำรงตนอยู่บนความสมดุลระหว่าง “ศรัทธา” ในฐานะพุทธบริษัทที่ดี และ “ความรับผิดชอบ” ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อให้การใช้งบประมาณแผ่นดินเป็นไปอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อกิจการพระพุทธศาสนา

