ฝ่าวิกฤตปฏิรูปการศึกษา: ถอดรหัสอุปสรรคและจุดเปลี่ยนแห่งการเรียนรู้ในหัวเมืองสยาม
ฝ่าวิกฤตปฏิรูปการศึกษา: ถอดรหัสอุปสรรคและจุดเปลี่ยนแห่งการเรียนรู้ในหัวเมืองสยาม
การวางรากฐานระบบการศึกษาทั่วประเทศในช่วงต้นของการปฏิรูปสยาม ไม่ได้ราบรื่นเหมือนการขีดเขียนลงบนกระดาษเปล่า แต่คือการปรับแก้โครงสร้างทางสังคมที่หยั่งรากลึกมานับศตวรรษ จากการศึกษาเอกสาร “การพัฒนาสยามประเทศ” เราพบว่าภารกิจการจัดการศึกษาในหัวเมืองสมัยรัชกาลที่ ๕ ต้องเผชิญกับกำแพงอุปสรรค ๔ ประการที่ท้าทายวิสัยทัศน์ของผู้นำในยุคนั้นอย่างยิ่ง
๑. ความย้อนแย้งของทรัพยากร: เมื่อ “เงิน” และ “คน” เดินสวนทางกับความฝัน
โจทย์ใหญ่ที่สุดที่รัฐบาลสมัยรัชกาลที่ ๕ ต้องเผชิญคือ วิกฤตการณ์ขาดแคลนทรัพยากรอย่างหนัก ในขณะที่ความต้องการพัฒนาพุ่งสูงขึ้น แข่งกับเวลาของภัยล่าอาณานิคม พระองค์ทรงสะท้อนความจริงอันเจ็บปวดไว้ว่า “ในเมืองเราเวลานี้ ไม่ขัดสนอันใด ยิ่งกว่าคน”
การจะสร้างโรงเรียนสมัยใหม่และจ้างครูที่เป็นฆราวาสไปประจำทั่วทุกหัวเมือง เป็นภารกิจที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาลเกินกว่าที่ฐานะการเงินของประเทศในขณะนั้นจะรับไหว กลายเป็นทางตันที่ทำให้การขยายการศึกษาติดขัดในระยะเริ่มต้น
๒. บทเรียนจาก “ตำรานอก”: เมื่อแผนการศึกษาแบบตะวันตกเข้ากับสยามไม่ได้
ก่อนที่แนวคิดการปฏิรูปที่ยั่งยืนจะถือกำเนิด กระทรวงธรรมการเคยเสนอแผนการศึกษาที่ถอดแบบมาจาก “ตำราฝรั่ง” โดยมุ่งหวังจะเปลี่ยนสยามให้ทันสมัยตามแบบตะวันตกในทันที
อย่างไรก็ตาม รัชกาลที่ ๕ ทรงวินิจฉัยว่าแผนดังกล่าว “ไม่ดีและทำไม่ได้” เนื่องจากเป็นการนำเอาวิธีคิดที่แปลกแยกจากบริบททางวัฒนธรรมของคนไทยมาใช้โดยไม่ปรับตัว การพยายามสวม “เสื้อเบลเซอร์” ลงบน “วิถีไทย” ในเวลานั้น จึงกลายเป็นความล้มเหลวที่พิสูจน์ว่า นวัตกรรมที่ปราศจากความเข้าใจในพื้นฐานสังคมย่อมยากจะประสบความสำเร็จ
๓. แรงเสียดทานเชิงโครงสร้าง: ความบกพร่องในสังฆมณฑล
เมื่อยุทธศาสตร์เปลี่ยนมาเป็นการใช้ “วัด” และ “พระสงฆ์” เป็นกลไกหลัก สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเผชิญกับอุปสรรคเชิงบริหารที่ซับซ้อนที่สุด นั่นคือความไร้เอกภาพในการปกครองคณะสงฆ์
ปัญหาสำคัญคือ “ผู้อำนวยการการศึกษา” ที่ส่วนกลางส่งออกไปปฏิบัติงานในหัวเมือง ไม่มีอำนาจในการสั่งการหรือปกครองพระสงฆ์ในท้องถิ่นโดยตรง เมื่อการบริหารงานถูกแบ่งแยก (Fragmentation) ระหว่าง “งานการศึกษา” และ “งานปกครองสงฆ์” การขับเคลื่อนนโยบายจึงเต็มไปด้วยแรงเสียดทานและความไม่คล่องตัว
๔. กำแพงแห่งมาตรฐาน: ความเหลื่อมล้ำของการเรียนรู้แบบเดิม
อุปสรรคประการสุดท้ายคือเรื่อง “มาตรฐาน” การเรียนรู้ในวัดแบบเดิมพึ่งพาตัวบุคคลเป็นหลัก ความรู้ที่ราษฎรจะได้รับขึ้นอยู่กับความถนัดของพระอาจารย์แต่ละรูป ซึ่งไม่มีเกณฑ์ชี้วัดหรือตำราที่เป็นแบบแผนเดียวกัน ส่งผลให้คุณภาพการศึกษาของประชาชน “ไม่สม่ำเสมอกันและไม่ทั่วถึง” จนยากจะสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพร่วมกันในระดับประเทศ
๕. จากอุปสรรคสู่ “กฎหมายฉบับประวัติศาสตร์”
สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงวิเคราะห์อุปสรรคทั้งหมดแล้วสรุปประเด็นไว้อย่างเฉียบคมว่า “การศึกษาจะเจริญไปไม่ได้ก่อน กว่าจะจัดการปกครองให้เรียบร้อยเสียก่อน” ความฉุกคิดนี้เองที่เปลี่ยนทิศทางการปฏิรูปสยาม นำไปสู่การตรา “พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑” ซึ่งเปรียบเสมือนการรื้อโครงสร้างระบบปฏิบัติการใหม่ เพื่อจัดระเบียบองค์กรสงฆ์ให้เข้มแข็งพอที่จะรองรับภารกิจในการสร้าง “คน” ให้แก่ชาติบ้านเมืองอย่างมั่นคงสืบไป

