กำเนิดหลักสูตร “นักธรรม”: การปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์สู่มาตรฐานใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๕

การศึกษาของคณะสงฆ์ไทยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีผู้วางรากฐานสำคัญคือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระองค์ทรงริเริ่มหลักสูตร “นักธรรม” หรือการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมขึ้น เพื่อยกระดับความรู้ของภิกษุสามเณรให้มีความเป็นสากลและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมในขณะนั้น โดยมีเหตุผลและปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญ ๕ ประการ ดังนี้

๑. การจัดระเบียบและสร้างมาตรฐานการศึกษาคณะสงฆ์

ในอดีต การศึกษาของภิกษุสามเณรยังขาดระบบที่เป็นแบบแผนแน่นอน การเรียนพระธรรมวินัยขึ้นอยู่กับความขวนขวายส่วนบุคคลและดุลยพินิจของแต่ละวัด ส่งผลให้มาตรฐานความรู้ไม่เท่าเทียมกัน บางรูปปฏิบัติสืบต่อกันมาโดยขาดความเข้าใจในหลักการที่ถูกต้อง สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ จึงทรงเริ่มจัดการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ขึ้น ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อให้ภิกษุสามเณรมีหลักสูตรที่เป็นมาตรฐานและสามารถนำความรู้ไปใช้ในการดำเนินชีวิตสมณเพศได้อย่างถูกต้อง

๒. การลดอุปสรรคทางด้านภาษาด้วยการศึกษาในภาคภาษาไทย

แต่เดิมนั้น การศึกษาพระปริยัติธรรมผูกติดอยู่กับคัมภีร์ภาษาบาลี ซึ่งมีความยากและซับซ้อน ทำให้ภิกษุสามเณรส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงแก่นแท้ของหลักธรรมได้ พระองค์ทรงเล็งเห็นว่าภาษาไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงพระธรรม จึงทรงมีพระดำริให้จัดการศึกษาพระปริยัติธรรมเป็นภาษาไทย โดยทรงนิพนธ์ตำราและกำหนดหลักสูตรที่ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น และกระจายความรู้ไปสู่ภิกษุสามเณรในวงกว้างได้อย่างทั่วถึง

๓. การตอบสนองต่อข้อกำหนดทางกฎหมายและระเบียบการเกณฑ์ทหาร

มูลเหตุเชิงโครงสร้างที่สำคัญประการหนึ่งคือการประกาศใช้ พระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร ร.ศ. ๑๒๔ ซึ่งมีการระบุข้อยกเว้นให้แก่ “สามเณรผู้รู้ธรรม” ในการไม่ต้องเข้ารับการตรวจเลือกทหาร กระทรวงธรรมการในสมัยนั้นจึงประสานขอให้คณะสงฆ์กำหนดเกณฑ์วัดผลที่ชัดเจนว่าความรู้ระดับใดจึงจะถือว่าเป็นผู้รู้ธรรม สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ จึงทรงวางรากฐาน “หลักสูตรองค์ของสามเณรรู้ธรรม” ซึ่งภายหลังได้พัฒนามาเป็นหลักสูตรนักธรรมสำหรับทั้งภิกษุและสามเณรในที่สุด

๔. การสร้างลำดับความรู้ตามวิทยฐานะและพรรษา

เพื่อให้ภิกษุมีระดับความรู้ที่เหมาะสมกับสถานะและหน้าที่ (ภูมิธรรม) พระองค์ทรงแบ่งการศึกษาออกเป็น ๓ ระดับอย่างมีระบบ:

  • นักธรรมชั้นตรี: มุ่งเน้นสำหรับพระนวกะ (ผู้บวชใหม่) เพื่อให้มีความรู้พื้นฐานเพียงพอในการปฏิบัติหน้าที่สงฆ์และดูแลตนเอง
  • นักธรรมชั้นโท: สำหรับพระมัชฌิมะ เพื่อให้มีความรู้ที่กว้างขวางขึ้นจนสามารถเป็นผู้แนะนำสั่งสอนผู้อื่นได้
  • นักธรรมชั้นเอก: สำหรับพระเถระ เพื่อให้มีความรู้ลึกซึ้งและแตกฉาน สามารถเป็นผู้นำในการปกครองคณะสงฆ์และวินิจฉัยศาสนพิธีสำคัญได้อย่างถูกต้อง

๕. การวางรากฐานเพื่อต่อยอดสู่การศึกษาภาษาบาลีชั้นสูง

พระองค์ทรงมองว่าการเข้าใจหลักธรรมเป็นพื้นฐานสำคัญก่อนที่จะก้าวไปสู่การเรียนคัมภีร์ภาษาบาลี (เปรียญธรรม) จึงทรงเชื่อมโยงระบบการศึกษาทั้งสองแผนกเข้าด้วยกัน โดยกำหนดให้ผู้ที่จะสอบเปรียญธรรมต้องสอบได้นักธรรมชั้นที่กำหนดควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้มั่นใจว่ามหาเปรียญหรือผู้เชี่ยวชาญภาษาบาลี จะมีความรู้ในหลักธรรมไทยที่แน่นแฟ้น ไม่มีความรู้ที่ด้อยไปกว่านักธรรมแผนกเดียว

บทสรุป การริเริ่มหลักสูตรนักธรรมถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการศึกษาไทย โดยเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการท่องจำคัมภีร์โบราณที่ยากแก่การเข้าใจ มาสู่ระบบการเรียนรู้ที่ทันสมัย มีการวัดผลที่เป็นสากล และใช้ภาษาไทยเป็นสื่อกลาง การปฏิรูปนี้ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างศาสนทายาทที่มีคุณภาพ แต่ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยธำรงรักษาพระพุทธศาสนาให้มั่นคงและยั่งยืนมาจนถึงปัจจุบัน

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *