วัดเป็นโรงเรียน พระเป็นครู: รากฐานการประถมศึกษาไทย

ภาพจำจากอดีตและวิกฤตแห่งยุคสมัย หากย้อนเวลากลับไปในอดีตกาล ก่อนที่สยามจะมีอาคารเรียนคอนกรีตเรียงรายเช่นทุกวันนี้ ภาพที่ชินตาของสังคมไทยคือภาพของเด็กชายตัวน้อยที่หิ้วปิ่นโตตามหลังพระสงฆ์ หรือนั่งล้อมวงท่องหนังสืออยู่บนศาลาวัด เสียงท่อง “นะโม ก ข” ดังแว่วเคล้าเสียงระฆัง นี่คือวิถีแห่งการเรียนรู้ที่ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมไทย วัดมิได้เป็นเพียงศาสนสถาน แต่เป็นศูนย์กลางของสรรพวิชา โดยมีพระสงฆ์ผู้ทรงภูมิรู้ทําหน้าที่เป็น “ครู” ถ่ายทอดวิชาการอ่านเขียนและหลักธรรมแก่กุลบุตรผู้ฝากตัวเป็นศิษย์วัด

ทว่า เมื่อกาลเวลาล่วงเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ ๕ ลมหายใจของยุคสมัยได้เปลี่ยนไป ภัยคุกคามจากลัทธิล่าอาณานิคมและกระแสการปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย (Modernization) บีบคั้นให้สยามต้องเร่งสร้าง “คน” ที่มีความรู้ความสามารถเพื่อมารับราชการและพัฒนาชาติ แต่รัฐบาลในขณะนั้นกลับเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ คือปัญหา “การขาดแคลนบุคลากร” และงบประมาณแผ่นดินที่มีอยู่อย่างจำกัด การจะสร้างโรงเรียนใหม่และผลิตครูฆราวาสให้เพียงพอต่อความต้องการของราษฎรทั่วพระราชอาณาจักร ดูประหนึ่งเป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ในระยะเวลาอันสั้น

“ปลูกทับกระท่อม”: ยุทธศาสตร์แก้เกมด้วยต้นทุนเดิม ท่ามกลางวิกฤตที่กระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน) ประสบปัญหาความล่าช้าและขาดแคลนความสามารถในการจัดการศึกษาให้ทั่วถึง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีสายพระเนตรอันยาวไกลที่มองทะลุข้อจำกัด พระองค์ทรงตระหนักว่า หากมัวแต่รอสร้างโรงเรียนแบบตะวันตก การศึกษาของชาติคงไม่อาจเกิดขึ้นได้ทันการณ์

พระราชดำริอันแยบคายจึงเกิดขึ้น นั่นคือการหันกลับมามอง “ต้นทุนทางสังคม” ที่สยามมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์แล้ว นั่นคือ “วัด” และ “พระสงฆ์” พระองค์ทรงเปรียบเทียบยุทธวิธีนี้ว่าเสมือนการ “ปลูกทับกระท่อม” คือการสร้างสิ่งใหม่โดยอาศัยรากฐานเดิมที่มีอยู่แล้ว

ในพระราชหัตถเลขาที่ทรงมีถึงผู้เกี่ยวข้อง พระองค์ทรงแสดงความมั่นใจในแนวทางนี้อย่างยิ่ง โดยทรงวางแผนที่จะ “จัดการกับพระ เอากรมหมื่นวชิรญาณเป็นประธาน จัดวัดเป็นโรงเรียนทั่วพระราชอาณาเขต” ด้วยทรงเชื่อมั่นว่าหากอาศัยประเพณีโบราณและความนิยมของคนไทยที่มีต่อวัดแล้ว “โรงเรียนคงจะเกิดขึ้นได้ปีละหลายๆ ร้อย โดยไม่สู้ต้องเสียอะไรมาก”

ปฏิบัติการปูพรมการศึกษา: จากเมืองหลวงสู่หัวเมือง เมื่อได้รับสัญญาณจากองค์พระประมุข สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (พระอิสริยยศในขณะนั้นคือ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส) จึงทรงรับเป็น “แม่ทัพธรรม” ในการบัญชาการจัดการศึกษาหัวเมือง ในปี พ.ศ. ๒๔๔๑ (ร.ศ. ๑๑๗) ภาพของพระเถรานุเถระผู้ใหญ่ที่ได้รับแต่งตั้งเป็น “ผู้อำนวยการศึกษา” เดินทางออกไปยังมณฑลต่าง ๆ จึงปรากฏขึ้นทั่วแผ่นดิน

ภารกิจนี้ไม่ใช่การสร้างตึกเรียนหรูหรา แต่เป็นการเข้าไปจัดการพื้นที่ในวัด ศาลาการเปรียญ หรือกุฏิพระ ให้กลายเป็นห้องเรียน และเปลี่ยนบทบาทพระภิกษุจากผู้สอนธรรมะเพียงอย่างเดียว ให้กลายเป็น “ครู” ผู้สอนวิชาสามัญควบคู่กันไป วิธีการนี้ได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งจากชาวบ้านในท้องถิ่น เพราะเป็นสิ่งที่คุ้นเคยและศรัทธาอยู่แล้ว

ความมหัศจรรย์แห่งตัวเลข: ประหยัด รวดเร็ว และทั่วถึง ผลสัมฤทธิ์ของยุทธศาสตร์ “วัดเป็นโรงเรียน พระเป็นครู” ปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็วราวปาฏิหาริย์ แต่เป็นปาฏิหาริย์ที่เกิดจากการบริหารจัดการที่ชาญฉลาด สถิติจากปีแรกของการดำเนินการ ผู้อำนวยการศึกษาสามารถเนรมิตโรงเรียนขึ้นตามวัดต่าง ๆ ได้ถึง ๒๑๔ แห่ง และเพิ่มขึ้นอีก ๑๓๕ แห่งในปีต่อมา

สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือ “ความคุ้มค่า” ในปีแรกของการจัดการศึกษาทั่วราชอาณาจักร รัฐบาลใช้งบประมาณไปเพียง ๓,๕๖๐ บาท ๑๖ อัฐ และในปีที่สองใช้ไปประมาณ ๓๓,๓๓๓ บาท เท่านั้น การใช้งบประมาณที่น้อยนิดนี้เป็นไปได้เพราะการดึงพลังศรัทธาของชาวบ้านมาช่วยกันสร้างโรงเรียนและอุดหนุนครูพระ โดยที่รัฐแทบไม่ต้องลงทุนก่อสร้างถาวรวัตถุใหม่เลย

บทสรุป: มรดกแห่งภูมิปัญญา การจัดการศึกษาหัวเมืองในช่วงเวลา ๕ ปี (พ.ศ. ๒๔๔๑–๒๔๔๕) ภายใต้การอำนวยการของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่วางรากฐานการประถมศึกษาของไทยให้มั่นคง ดร.สุกิจ นิมมานเหมินทร์ เคยกล่าวสดุดีไว้ว่า ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นได้เพราะพระองค์ทรงมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองข้าม คือการตระหนักว่า “วัดกับการศึกษาของไทยนั้นเป็นของคู่กันมาแต่โบราณ”

การใช้วัดเป็นโรงเรียนและพระเป็นครูในครั้งนั้น จึงมิใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการผสานรอยต่อระหว่างโลกเก่ากับโลกใหม่ นำพาสยามประเทศก้าวข้ามวิกฤตบุคลากร และกระจายโอกาสทางการศึกษาไปสู่ลูกหลานชาวนาชาวไร่ในถิ่นทุรกันดารได้อย่างแท้จริง นับเป็นพระเกียรติคุณอันยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ผู้ทรงวางรากฐานการศึกษาไทยด้วยภูมิปัญญาที่มองเห็นคุณค่าของรากเหง้าตนเอง

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *