จากพระราชดำริสู่ความจริง: กำเนิดมหามกุฏราชวิทยาลัย
รุ่งอรุณแห่งการศึกษาสมัยใหม่ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ย้อนกลับไปในปี พุทธศักราช ๒๔๓๖ (ร.ศ. ๑๑๒) บรรยากาศภายในกำแพงแก้วของวัดบวรนิเวศวิหารมิได้เงียบสงบเพียงเพื่อการบำเพ็ญสมณธรรมเท่านั้น แต่กลับคุกรุ่นไปด้วยไฟแห่งการตื่นรู้ทางปัญญา สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (พระอิสริยยศในขณะนั้นคือ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส) ทรงเพิ่งได้รับสถาปนาเป็นเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต พระองค์มิได้ทรงมองการศึกษาของสงฆ์เป็นเพียงการท่องจำคัมภีร์ใบลานแบบเดิมอีกต่อไป แต่ทรงมองไกลไปถึงการสร้าง “สถาบันการศึกษาชั้นสูง” ที่ทันสมัยทัดเทียมอารยประเทศ
กำเนิด “วิทยาลัย”: การผสมผสานทางโลกและทางธรรม ในขณะที่สยามประเทศกำลังเผชิญหน้ากับกระแสการเปลี่ยนแปลงจากตะวันตก พระองค์ได้ทรงจุดประกายความคิดที่ก้าวหน้าที่สุดในยุคนั้นขึ้น โดยทรงขอพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดตั้งสถานศึกษาพระปริยัติธรรมแบบใหม่ขึ้น ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงขนานนามว่า “มหามกุฏราชวิทยาลัย” เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.๔) พระบรมชนกนาถ
ภาพของการเรียนการสอนที่เกิดขึ้นใน “วิทยาลัย” แห่งนี้ (ตามที่เรียกกันสั้นๆ ในสมัยนั้น) เป็นสิ่งที่แปลกตาและล้ำสมัยยิ่งนัก เพราะมิได้มีเพียงพระภิกษุสามเณรนั่งล้อมวงแปลบาลี แต่ยังมีโรงเรียนหนังสือไทยสำหรับกุลบุตรตั้งอยู่เคียงคู่กัน โดยมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ๓ ประการ คือ เป็นสถานศึกษาพระปริยัติธรรมของพระสงฆ์ เป็นที่จัดการสั่งสอนพระพุทธศาสนา และที่น่าทึ่งคือ ทรงกำหนดให้เป็น “สถานที่ศึกษาวิทยา ซึ่งเป็นของชาติภูมิและต่างประเทศแห่งกุลบุตร” นี่คือแนวคิดการบูรณาการวิชาการทางศาสนาเข้ากับวิชาการสมัยใหม่ที่ก้าวล้ำนำสมัย
“โครงการนำร่อง” แห่งคณะธรรมยุต การจัดตั้งมหามกุฏราชวิทยาลัยในระยะแรก เปรียบเสมือนห้องทดลองทางวิชาการขนาดใหญ่ พระองค์ทรงเลือกที่จะเริ่ม “โครงการนำร่อง” นี้เฉพาะในคณะธรรมยุตที่พระองค์ทรงปกครองดูแลอยู่ก่อน เพื่อทดลองระบบการศึกษาแนวใหม่นี้ให้มั่นคง โดยใช้ตำหนักที่ประทับเป็นที่ทำการ และขยายห้องเรียนไปยังวัดเครือข่าย เช่น วัดมกุฏกษัตริยาราม วัดเทพศิรินทราวาส และวัดพิชัยญาติการาม
วิสัยทัศน์ “มหาวิทยาลัย” ที่มาก่อนกาล สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งกว่าการตั้งโรงเรียน คือวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลดุจมองเห็นอนาคต พระพรหมมุนี (ผิน สุวโจ) ศิษย์ผู้ใกล้ชิดได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่ชวนตื่นเต้นว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงมีพระดำริที่จะขยายขอบเขตการศึกษานี้ให้ยิ่งใหญ่ขึ้นเป็น “มหาวิทยาลัย” (University) แบบตะวันตก โดยทรงวางแผนจะใช้พื้นที่บริเวณ “ตลาดยอด บางลำพู” เป็นที่ตั้งสถาบัน
ภาพฝันในพระทัยของพระองค์คือ มหาวิทยาลัยที่มีมาตรฐานสากล ถึงขนาดทรงเริ่มว่าจ้าง “ครูชาวต่างประเทศ” เข้ามาปูพื้นฐานภาษาอังกฤษให้แก่ศิษย์วัดและพระเณรในวัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ความเป็นสากล นับได้ว่าพระองค์ทรงเป็นคนไทยคนแรกๆ ที่มีแนวคิดริเริ่มเรื่องการสร้างมหาวิทยาลัยในประเทศไทย
บทสรุป: มรดกทางปัญญาที่งอกงาม แม้ว่าโครงการมหาวิทยาลัยในฝัน ณ ตลาดยอด จะต้องหยุดชะงักไปชั่วคราว เนื่องจากพระองค์ทรงมีพระภารกิจรัดตัว ทั้งการบริหารคณะสงฆ์ทั่วสังฆมณฑลและการเร่งนิพนธ์ตำราเรียนเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาที่ทรงหว่านไว้มิได้สูญหายไป
กาลเวลาได้พิสูจน์วิสัยทัศน์ของพระองค์ เมื่ออีก ๒๔ ปีต่อมาหลังจากสิ้นพระชนม์ ศิษย์เอกของพระองค์คือ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ได้สานต่อปณิธานนั้นจนสำเร็จ โดยประกาศตั้ง “สภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย” ขึ้นเมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร กลายเป็น มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งแรกของประเทศไทย อย่างสมบูรณ์ เป็นอนุสรณ์แห่งปัญญาบารมีที่แปรเปลี่ยนจากพระราชดำริอันก้าวไกล สู่ความจริงที่หยั่งรากลึกในสังคมไทยตราบจนปัจจุบัน

