ภาวะผู้นำที่โลกยอมรับ: “Soft Power” ฉบับสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ กับการสร้างคน

เสียงประกาศก้องกลางกรุงปารีส

ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในที่ประชุมสมัยสามัญขององค์การยูเนสโก (UNESCO) ครั้งที่ ๔๐ บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดีเมื่อที่ประชุมมีมติประกาศยกย่องให้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็น “บุคคลสำคัญของโลก” ด้านการศึกษา วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ เนื่องในวาระครบ ๑๐๐ ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ (พ.ศ. ๒๕๖๓-๒๕๖๔)

เหตุใดพระสงฆ์ชาวสยามผู้ดำรงชนม์ชีพเมื่อร้อยกว่าปีก่อน จึงได้รับการสดุดีในระดับสากลเช่นนี้? คำตอบมิได้อยู่ที่ “อำนาจ” หรือ “ยศถาบรรดาศักดิ์” แต่คำตอบซ่อนอยู่ใน “ภาวะผู้นำ” อันเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์และความเมตตา หรือสิ่งที่เราเรียกกันในยุคปัจจุบันว่า “Soft Power” ที่ทรงใช้โน้มน้าวจิตใจผู้คนเพื่อการ “พัฒนาคน” อย่างยั่งยืนนั่นเอง

วิสัยทัศน์และหยาดเหงื่อ: ผู้นำที่มองทะลุและทุ่มเท

ภาวะผู้นำของพระองค์มิใช่การนั่งบัญชาการอยู่บนหอคอยงาช้าง แต่คือการ “มองเห็นภาพรวมทะลุปรุโปร่ง” ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา การปกครอง หรือการเผยแผ่ศาสนา พระองค์ทรงมี “พระวิสัยทัศน์” ที่กว้างไกลและชัดเจน

แต่สิ่งที่ทำให้วิสัยทัศน์นั้นกลายเป็นความจริงคือ “ความรับผิดชอบอย่างสูง” ภาพที่ปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์คือภาพของเจ้านายพระองค์หนึ่งที่ทรงงานหนักอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทรงทุ่มเททั้ง “กำลังกาย กำลังความคิด กำลังบริวาร และกำลังทรัพย์” ลงไปในทุกกิจการจนกว่าจะสำเร็จ พระองค์ทรงพิสูจน์ให้เห็นว่า ผู้นำที่แท้จริงต้องเป็น “ผู้แบกรับ” ภารกิจเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับผู้ตาม มิใช่เพียงผู้สั่งการ

“ใจเขาใจเรา”: หัวใจของผู้บริหารคน

เสน่ห์ความเป็นผู้นำของพระองค์อยู่ที่ความ “จริงใจ” ทรงมองผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ว่าจะเป็นเจ้าคณะจังหวัดหรือพระลูกวัดว่าเป็น “เพื่อนร่วมงาน” ที่มาช่วยแบ่งเบาภาระ เมื่อทรงทราบว่าพระรูปใดขัดสน ก็จะทรงส่งปัจจัยและสิ่งของไปช่วยเหลือเพื่อให้มีกำลังใจ

บุคลิกภาพที่โดดเด่นคือการใช้ “เหตุผลนำอารมณ์” ทรงยึดหลักกาลามสูตร ไม่เชื่ออะไรงมงาย และไม่ตัดสินคนด้วยอคติ เมื่อมีผู้ทำผิด พระองค์มิได้ทรงกริ้วกราดด่าทอว่าเป็นคนชั่ว แต่ทรงพิจารณาถึง “เหตุปัจจัย” แห่งการกระทำนั้น แล้วจึงตักเตือนแก้ไขไปตามเหตุผล ทำให้การปกครองของพระองค์มีความเป็นธรรมและสง่างาม

Soft Power แห่งความเมตตา: อำนาจที่ไม่ได้มาจากไม้เรียว

หัวใจสำคัญของภาวะผู้นำแบบสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ คือ “ความเมตตาเป็นเรือนใจ” พระองค์ทรงเตือนสติเหล่าผู้ปกครองสงฆ์อยู่เสมอด้วยวาทะที่คมคายว่า

“…อันผู้ใหญ่ควรเมตตากรุณา เป็นที่ร่มเย็นของผู้น้อย ไม่ควรใช้อำนาจที่มีไว้สำหรับปราบปรามคนผิด เป็นเครื่องทำลายคนหาความผิดมิได้ ผู้ใหญ่คอยเพ่งโทษผู้น้อยอยู่ ใช้ไม่ได้…”

นี่คือปรัชญาการบริหารคนแบบ “ร่มไม้ใหญ่” ที่ให้ความร่มเย็นมากกว่าความหวาดกลัว ทรงสอนให้ผู้นำทำตัวเป็นแบบอย่าง เพราะ “การรักษาธรรมเนียมอยู่ที่หัวหน้า หัวหน้าทำเอง ลูกวัดก็ต้องพลอยตาม” การที่ทรงเสด็จตรวจการคณะสงฆ์ด้วยพระองค์เอง บุกป่าฝ่าดงไปเยี่ยมเยียนพระเณรในถิ่นทุรกันดาร คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดของการเป็น “ผู้นำที่ทำให้ดู”

บทสรุป: รัตนบุรุษแห่งสยาม

ด้วยพระคุณลักษณะที่เปี่ยมด้วยเหตุผล ความรับผิดชอบ และความเมตตา สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส จึงทรงเป็น “รัตนบุรุษ” หรือเพชรน้ำงามแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้ทรงใช้ภาวะผู้นำที่ชาญฉลาดวางรากฐานการพัฒนา “คน” ให้มีความรู้คู่คุณธรรม มรดกทางปัญญาและแบบอย่างความเป็นผู้นำของพระองค์ จึงเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา สมควรแล้วที่โลกจะจารึกพระนามไว้ในฐานะบุคคลสำคัญตลอดไป

เรียบเรียงข้อมูลจากหนังสือ: การพัฒนาสยามประเทศ (ที่ระลึกงานฉลองพระเกียรติคุณ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส)

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *