ปริศนาอักษร “อริยกะ”: นวัตกรรมการเขียนบาลีที่สาบสูญ และรอยต่อแห่งยุคสมัย
ท่ามกลางกลิ่นหอมจาง ๆ ของใบลานและแสงตะเกียงในหอไตรยุคเก่า การศึกษาพระพุทธศาสนาของสยามประเทศเคยถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกแห่งความยากลำบากทางภาษา ในยุคสมัยที่ “อักษรขอม” เปรียบเสมือนกุญแจดอกเดียวที่จะไขเข้าไปสู่คลังความรู้ในพระไตรปิฎก พระภิกษุหนุ่มเณรน้อยต้องใช้เวลาแรมปีเพียงเพื่อท่องจำรูปร่างอักขระที่ขดงอวิจิตรบรรจงเหล่านั้น ก่อนที่จะได้เริ่มสัมผัสรสแห่งพระธรรมจริง ๆ
แต่แล้ว ท่ามกลางกระแสธารแห่งการเปลี่ยนแปลงในสมัยรัตนโกสินทร์ ได้เกิดนวัตกรรมหนึ่งที่สั่นสะเทือนวงการปริยัติธรรม นวัตกรรมที่หมายจะฉีกขนบเดิมนับร้อยปี นั่นคือการถือกำเนิดของ “อักษรอริยกะ”
ปฐมบทแห่งการปฏิวัติ: จากจารีตขอม สู่อักษรสากล
ย้อนกลับไปในสมัยที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ยังทรงผนวชอยู่ พระองค์ทรงมีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลเกินยุคสมัย ทรงเล็งเห็นว่ากำแพงภาษาที่กั้นขวางความรู้คือ “อักษรขอม” ที่สยามใช้บันทึกคำสอนมาช้านาน พระองค์จึงทรงประดิษฐ์อักษรแบบใหม่ขึ้น เรียกว่า “อักษรอริยกะ”
ภาพฝันของพระองค์มิใช่เพียงแค่การเปลี่ยนรูปตัวอักษร แต่ทรงมุ่งหวังให้ “อักษรอริยกะ” นี้ทําหน้าที่เป็น ภาษาบาลีสากล (Rommanized Pali ในยุคแรก) เพื่อใช้สื่อสารกันระหว่างประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา เฉกเช่นเดียวกับภาษาอังกฤษที่ชาวโลกใช้กันในปัจจุบัน นับเป็นความพยายามที่จะเชื่อมโลกชาวพุทธให้เป็นหนึ่งเดียวด้วยตัวอักษรที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่นี้
รอยต่อแห่งยุคสมัย: หน้ากระดาษพิมพ์กับอักขระใหม่
เมื่อกาลเวลาหมุนผ่านเข้าสู่ยุคของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระองค์ผู้ทรงรับไม้ต่อในการปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์ ได้ทรงนำมรดกทางปัญญาของพระราชบิดามาสานต่อให้เป็นรูปธรรม ในขณะที่โลกภายนอกเริ่มมีแท่นพิมพ์และหมึกฝรั่ง พระองค์ได้ทรงริเริ่มจัดพิมพ์ตำราเรียนภาษาบาลีด้วย อักษรอริยกะ นี้ขึ้น
ลองจินตนาการถึงความตื่นเต้นของพระเณรในยุคนั้น ที่ได้ถือหนังสือแบบพิมพ์เล่มบาง ๆ แทนคัมภีร์ใบลานห่อผ้าหนาหนัก และได้เห็นตัวอักษรแบบใหม่ที่เรียบง่ายกว่าอักขระขอมที่ซับซ้อน อักษรอริยกะจึงเปรียบเสมือนแสงสว่างวาบแรกที่พยายามจะทลายกำแพงความยากลำบากในการเรียนรู้ เพื่อให้พระธรรมวินัยเข้าถึงผู้คนได้ง่ายขึ้น
การแปรเปลี่ยนและสูญหาย: สู่มาตรฐาน “พินทุ” ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม โลกแห่งความเป็นจริงนั้นหมุนเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย แม้อักษรอริยกะจะเคยถูกใช้ในสำนักสงฆ์ธรรมยุตอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่เมื่อสิ้นรัชกาลที่ ๔ ความนิยมในอักษรนี้ก็ค่อย ๆ เลือนหายไปดั่งรอยจารึกที่ถูกลบเลือน
แต่เจตนารมณ์ในการ “ปฏิวัติการเรียนรู้” มิได้สูญหายไป รัชกาลที่ ๔ ได้ทรงริเริ่มแนวคิดใหม่ในการใช้อักษรไทยเขียนบาลีเรียกว่าแบบ “การยุต” และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๖ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ พระองค์นั้น ได้ทรงนำแนวคิดนี้มาพัฒนาต่อยอดจนสมบูรณ์กลายเป็นแบบ “พินทุ” (การใช้จุดไข่ปลาใต้พยัญชนะ)
นวัตกรรม “พินทุ” นี้เอง ที่ได้กลายเป็นมาตรฐานในการพิมพ์พระไตรปิฎกและคัมภีร์อรรถกถาด้วยอักษรไทย สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่า “อักษรอริยกะ” จะกลายเป็นเพียงตำนานที่ซ่อนอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ แต่จิตวิญญาณแห่งการริเริ่มและพัฒนาเพื่อรักษาพระพุทธศาสนาของบูรพมหากษัตริย์และสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ยังคงส่องสว่างอยู่ในทุกตัวอักษรที่เราอ่านในวันนี้

