จาก “มนุษยนาคมานพ” สู่ปราชญ์แห่งสยาม: ปฐมวัยแห่งการเรียนรู้และการค้นหาตัวตน

ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ ๔ บรรยากาศภายในพระบรมมหาราชวังอันวิจิตรตระการตา มิได้มีเพียงเรื่องราวของการปกครองและราชประเพณีเท่านั้น แต่ยังเป็น “โรงเรียนแห่งแรก” ของเจ้านายพระองค์น้อย ผู้ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นเสาหลักทางปัญญาของสยามประเทศ พระองค์คือ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ หรือที่เรารู้จักกันในภายหลังว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

ร่มเงาไม้ใหญ่: วิชาการและตำนานจาก “เสด็จป้า”

ชีวิตในปฐมวัยของเจ้าฟ้าพระองค์นี้ เติบโตขึ้นท่ามกลางความรักและความเข้มงวดกวดขันของสตรีผู้สูงศักดิ์ท่านหนึ่ง คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสฐสุดา หรือ “เสด็จป้า” (พระองค์เจ้าบุตรี) ภาพในอดีตฉายให้เห็นเด็กชายตัวน้อยที่นั่งพับเพียบเรียบร้อย เบื้องหน้าสตรีผู้เป็นป้า ผู้ทรงทําหน้าที่เป็นครูคนแรก ถ่ายทอดวิชาเลขและการอ่านเขียนภาษาไทยให้อย่างตั้งใจ

บรรยากาศการเรียนรู้มิได้มีเพียงตำราเคร่งเครียด แต่ยังเคล้าคลอไปด้วยเสียงเล่าขานตำนานพงศาวดาร วรรณคดีไทยอันไพเราะ และเกร็ดความรู้ทางศาสนา ที่เสด็จป้าทรงอ่านและเล่าให้ฟังอยู่เนืองนิตย์ ความรู้เหล่านี้ค่อย ๆ ซึมซับลงในดวงจิตของพระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ หล่อหลอมให้พระองค์มีความแตกฉานในภาษาและประวัติศาสตร์ไทย และด้วยความที่ทรงเกรงพระทัยเสด็จป้าเป็นอย่างมาก การอบรมเลี้ยงดูนี้จึงเป็นรากฐานระเบียบวินัยที่ติดตัวพระองค์ไปตลอดพระชนม์ชีพ

หน้าต่างสู่โลกกว้าง: ภาษาฝรั่งและครูชาวสกอต

ในขณะที่วิชาการแบบไทยหยั่งรากลึก รัชกาลที่ ๔ พระราชบิดา ผู้ทรงมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ก็มิได้ทรงปิดกั้นโลกตะวันตก พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ จึงเป็นเจ้านายรุ่นแรก ๆ ที่ได้สัมผัสกับวิชาการสมัยใหม่ พระองค์ได้เรียนรู้การอ่าน การเขียน และการพูดภาษาอังกฤษ โดยมี ครูชาวสกอต เป็นผู้ฝึกสอน ภาพการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศในรั้ววังสมัยนั้น คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ “มนุษยนาคมานพ” กลายเป็นผู้มีโลกทัศน์กว้างไกล สามารถเชื่อมโยงภูมิปัญญาตะวันออกเข้ากับวิทยาการตะวันตกได้อย่างกลมกลืนในกาลต่อมา

จุดเลี้ยวแห่งชีวิต: จากความเพลิดเพลินสู่รสพระธรรม

เมื่อพระชนมายุครบ ๑๔ ปี ตามราชประเพณี พระองค์ได้ทรงบรรพชาเป็นสามเณรอยู่หลายเดือน ณ วัดบวรนิเวศวิหาร แต่เมื่อลาผนวชออกมาสู่เพศฆราวาส ชีวิตของเจ้าฟ้าหนุ่มก็มิได้ต่างจากคนหนุ่มทั่วไป ที่หลงใหลเพลิดเพลินไปกับความสุขทางโลกและฆราวาสวิสัย

ทว่า ท่ามกลางความสนุกสนานเหล่านั้น กลับมีสายใยบางอย่างดึงดูดพระองค์ให้หวนกลับคืนสู่วัดบวรนิเวศวิหารอยู่เสมอ บุคคลผู้เป็นแม่เหล็กดึงดูดพระทัยคือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ พระอุปัชฌาย์และเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพมักเสด็จมาเฝ้าและสนทนากับสมเด็จพระอุปัชฌาย์อยู่เนืองนิตย์ มิใช่เพียงเรื่องธรรมะ แต่ยังรวมถึงเรื่องกวีนิพนธ์และดาราศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่ทรงสนพระทัย

การตัดสินพระทัยครั้งสุดท้าย: สู่ร่มกาสาวพัสตร์

ในช่วงรอยต่อของชีวิต พระองค์ยังได้เข้ารับราชการใน กรมราชเลขา กองอรรถคดี (กฎหมาย) ถวายงานรัชกาลที่ ๕ ซึ่งทำให้พระองค์ได้เรียนรู้กระบวนการยุติธรรมและการบริหารราชการแผ่นดิน แต่สุดท้าย ด้วยพื้นฐานจิตใจที่โน้มเอียงไปในทางธรรมมาแต่กำเนิด ประกอบกับความคุ้นเคยกับชีวิตพรหมจรรย์เมื่อครั้งเป็นสามเณร และความเคารพรักในเสด็จป้าและสมเด็จพระอุปัชฌาย์

ในปี พ.ศ. ๒๔๒๒ เมื่อพระชนมายุครบ ๒๐ ปี “พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ” จึงตัดสินพระทัยหันหลังให้ทางโลกอย่างเด็ดขาด ทรงเข้าพิธีผนวชเป็นพระภิกษุ และครองสมณเพศอย่างบริสุทธิ์งดงามตราบจนสิ้นพระชนม์ ทิ้งไว้เพียงตํานานของ “อัตชีวประวัติเล่มแรกในวรรณกรรมไทย” ที่ทรงนิพนธ์เล่าเรื่องราวชีวิตในวัยเยาว์เหล่านี้ไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษา เป็นปฐมบทการเดินทางของปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่จะมาพลิกโฉมหน้าการศึกษาและพระพุทธศาสนาของสยามประเทศในเวลาต่อมา

เรียบเรียงข้อมูลจากหนังสือ: การพัฒนาสยามประเทศ (ที่ระลึกงานฉลองพระเกียรติคุณ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส)

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *