ตำนานพระธรรมเทศนา “มงคลวิเสสกถา” ศิลปะการถวายโอวาทแด่ราชาอย่างละเมียด
ท่ามกลางความวิจิตรตระการตาของพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย แสงเทียนชัยส่องสว่างกระทบเครื่องทองราชูปโภคระยิบระยับ ในวาระมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาของพระมหากษัตริย์เจ้า ภาพที่คุ้นตาของพสกนิกรชาวสยามคือการที่องค์พระประมุขทรงจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และสดับพระธรรมเทศนาจากพระมหาเถระผู้ใหญ่บนธรรมาสน์อันวิจิตร
แต่ภายใต้ความเงียบสงบอันศักดิ์สิทธิ์นั้น มี “ศิลปะแห่งการสื่อสาร” ที่ซ่อนอยู่อย่างลึกซึ้ง เป็นกุศโลบายที่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงริเริ่มวางรากฐานไว้ เพื่อให้ “พระ” สามารถสอน “เจ้า” ได้อย่างงดงามและเปี่ยมด้วยปัญญา นั่นคือตำนานแห่ง “พระมงคลวิเสสกถา”
จากกิจวัตรสู่ราชประเพณี: รอยต่อแห่งกาลเวลา
ย้อนกลับไปในอดีตกาล พระมหากษัตริย์ไทยทรงมีราชประเพณีเสด็จออกทรงสดับพระธรรมเทศนาเป็นกิจวัตรทุกวัน แต่เมื่อกาลเวลาหมุนเปลี่ยน ภารกิจราชการแผ่นดินรัดตัวมากขึ้น การจะทรงฟังธรรมทุกวันจึงเป็นเรื่องยาก ราชกิจนี้จึงค่อย ๆ แปรเปลี่ยนมาเป็นการถวายเทศนาเฉพาะในวาระพิเศษ โดยเฉพาะใน “งานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา”
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) และรัชกาลที่ ๕ ช่วงต้น ผู้รับหน้าที่ถวายเทศนาพิเศษนี้คือ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) แห่งวัดราชประดิษฐ์ฯ ครั้นเมื่อท่านสิ้นพระชนม์ลง ภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้จึงตกทอดมาสู่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
กุศโลบายแห่งปราชญ์: เมื่อ “พระ” ต้องสอน “ราชา”
โจทย์สำคัญที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงตระหนักดีคือ พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะสูงสุดเหนือมนุษย์ทั้งปวง การที่ใครจะลุกขึ้นมา “กล้าถวายโอวาทได้จัง ๆ” หรือตักเตือนสั่งสอนพระองค์ตรง ๆ นั้นเป็นเรื่องยากยิ่งและอาจมิใช่หนทางที่เหมาะสม
ด้วยพระปรีชาญาณ พระองค์จึงทรงเลือกใช้ “อุบายถวายโอวาทอย่างละเมียด” ตามแบบฉบับโบราณบัณฑิต นั่นคือการเปลี่ยนจากการ “สอน” มาเป็นการ “สดุดี”
เนื้อหาของ พระมงคลวิเสสกถา จึงมิใช่การยกข้อธรรมมายกอ้างลอย ๆ แต่เป็นการพรรณนาถึง “พระราชจรรยา” หรือความดีงามที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงกระทำบำเพ็ญมาตลอดปี เพื่อให้พระองค์ทรงหวนระลึกถึง (พระปัจจเวกขณ์) และเกิดความอิ่มเอิบพระราชหฤทัย (พระปีติปราโมทย์) เมื่อทรงเห็นว่าสิ่งที่ทำนั้นดีงามและมีผู้ยกย่อง ก็จะเป็นแรงผลักดันให้ทรงมุ่งมั่นบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนั้นๆ ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป นี่คือจิตวิทยาชั้นสูงในการ “สอนโดยไม่ต้องสอน”
สถาปนารูปแบบ: สองเสาหลักแห่งธรรมราชา
แต่เดิมนั้น การถวายเทศนายังไม่มีรูปแบบตายตัว สุดแท้แต่ผู้ถวายจะเลือกสรรธรรมบทใด จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๔๔๓ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ได้ทรงวางโครงสร้างหลักของพระมงคลวิเสสกถาให้เป็นแบบแผนที่ชัดเจนและสมบูรณ์แบบ โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น ๒ ส่วนสำคัญ คือ
1. ส่วนอัตตสมบัติ: การพรรณนาถึงคุณธรรมส่วนพระองค์ พระราชจริยวัตรอันงดงาม และพระปรีชาสามารถ
2. ส่วนปรหิตปฏิบัติ: การสดุดีพระราชกรณียกิจที่ทรงกระทำเพื่อประโยชน์สุขของมหาชน ทั้งฝ่ายราชอาณาจักรและพุทธจักร หรือที่เรียกว่า “รัฐาภิปาลโนบาย” (นโยบายการปกครองแผ่นดิน)
มรดกทางปัญญาที่ยั่งยืน
นับแต่นั้นเป็นต้นมา พระมงคลวิเสสกถา จึงมิใช่เพียงพิธีกรรมทางศาสนา แต่คือการ “ประยุกต์พุทธธรรมกับการเมืองการปกครอง” ที่เชื่อมโยงสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันสงฆ์เข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น เป็นกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนภาพพระราชกรณียกิจในรอบปี ให้องค์พระประมุขได้ทรงทบทวนและรับกําลังใจจากฝ่ายพุทธจักร
แบบแผนที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงริเริ่มไว้เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ยังคงความศักดิ์สิทธิ์และถูกยึดถือเป็นราชประเพณีสืบมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน เป็นเครื่องยืนยันถึงสายใยอันผูกพันระหว่าง “ธรรมะ” และ “ราชบัลลังก์” แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย
เรียบเรียงข้อมูลจากหนังสือ: การพัฒนาสยามประเทศ (ที่ระลึกงานฉลองพระเกียรติคุณ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส)

