รางเหล็กแห่งศรัทธา: เมื่อการรถไฟไทยกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ ขับเคลื่อนกองทัพธรรม พ.ศ. 2506

ในพุทธศักราช 2506 ท่ามกลางลมหนาวที่เริ่มพัดผ่านสถานีรถไฟหัวลำโพง เสียงหวูดรถไฟดังกังวานเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหญ่ที่ไม่ใช่การอพยพหรือการท่องเที่ยว แต่คือ “มหกรรมโลจิสติกส์แห่งศรัทธา” ในยุคที่ถนนลาดยางยังเป็นเพียงเส้นด้ายบาง ๆ บนแผนที่ประเทศไทย รางเหล็กขนานคู่ที่ทอดตัวยาวสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ได้กลายเป็นเส้นเลือดใหญ่เพียงหนึ่งเดียวที่เชื่อมโยงปัญญาทางธรรมจากส่วนกลางไปสู่ทุกหัวระแหงของประเทศ บทความนี้จะพาท่านย้อนรอยไปดูบทบาทอันยิ่งใหญ่ของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่สนับสนุนการสอบธรรมสนามหลวงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์

อารามเคลื่อนที่บนรางเหล็ก

ลองจินตนาการถึงภาพบรรยากาศที่สถานีรถไฟในพระนครและธนบุรี ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2506 บนชานชาลาคลาคล่ำไปด้วย พระภิกษุและสามเณรกว่า 400 รูป ที่ครองจีวรสีส้มเรืองรองท่ามกลางกลุ่มควันของรถไฟดีเซล ท่านเหล่านี้ไม่ใช่ผู้โดยสารทั่วไป แต่คือ “พระกรรมการ” และ “พระเจ้าหน้าที่” ของแม่กองธรรมสนามหลวงที่ได้รับภารกิจสำคัญระดับชาติในการเดินทางไปอำนวยการสอบตามสนามสอบ 894 แห่งทั่วราชอาณาจักร.

ความน่าอัศจรรย์ของฉากนี้คือ ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่าง การรถไฟแห่งประเทศไทย และคณะสงฆ์ โดยทางการรถไฟได้มอบ “อภินันทนาการแห่งศรัทธา” ด้วยการ ยกเว้นค่าโดยสารให้แก่พระกรรมการทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับ หากลองคำนวณดูในสมัยนั้น การเดินทางของบุคคลนับร้อยพร้อมกันสู่นราธิวาส เชียงราย หรืออุบลราชธานี ถือเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่มหาศาล แต่ด้วยน้ำใจอุปถัมภ์นี้ ทำให้กองทัพธรรมสามารถเคลื่อนพลได้โดยไร้อุปสรรคทางการเงิน

ตราประทับและตั๋วเดินทางใบพิเศษ

เบื้องหลังความสะดวกสบายนี้ มีระบบบริหารจัดการที่รัดกุมซ่อนอยู่ การจะก้าวขึ้นสู่ขบวนรถไฟโดยไม่ต้องเสียค่าโดยสารหาใช่เรื่องง่าย เจ้าคณะจังหวัดทั่วประเทศต้องทำหน้าที่ประสานงานผ่าน เจ้าคณะภาค เพื่อขอรับหนังสือรับรองขอยกเว้นค่าโดยสาร

ภาพที่คุ้นตาในสำนักงานวัดสมัยนั้นคือ การเร่งพิมพ์หนังสือราชการเพื่อให้ทันกำหนดการเดินทางที่ระบุไว้ในคำสั่งแม่กองธรรมสนามหลวง หนังสือรับรองเหล่านี้เปรียบเสมือน “ตั๋วเดินทางใบพิเศษ” ที่ได้รับความเคารพจากพนักงานตรวจคนบนขบวนรถไฟ สะท้อนถึงการให้เกียรติระหว่างองค์กรอาณาจักรและศาสนจักรอย่างสูงสุดในยุคนั้น

เส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมใจสู่ภูมิภาค

ในยุคที่การคมนาคมยังไม่สะดวก การรถไฟคือเครื่องมือเดียวที่ทำให้มาตรฐานปัญญาพุทธเท่าเทียมกันทั้งประเทศ พระกรรมการที่เดินทางโดยรถไฟไม่ได้พกไปเพียงย่ามและจีวร แต่ท่านนำ “ระเบียบและมาตรฐาน” จากส่วนกลางไปกำกับดูแลสนามสอบในต่างจังหวัดอย่างใกล้ชิด

แม่กองธรรมสนามหลวงได้บันทึกความรู้สึกไว้อย่างซาบซึ้งว่า “ถ้าไม่ได้รับความอนุเคราะห์จากการรถไฟ… จักเป็นความลำบากแก่สนามหลวงแผนกธรรมเป็นอย่างยิ่ง” เพราะหากขาดเส้นทางรถไฟไป การเดินทางสู่พื้นที่ห่างไกลในสมัยปี 2506 อาจต้องใช้เวลาหลายวันบนถนนทุรกันดาร ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกำหนดการตรวจใบตอบที่ต้องเริ่มพร้อมกัน ณ วัดสามพระยา ในวันที่ 19 ธันวาคม ของปีนั้น

บทสรุป: โลจิสติกส์ที่มากกว่าการขนส่ง

บทบาทของการรถไฟแห่งประเทศไทยในการสอบธรรม พ.ศ. 2506 (และต่อเนื่องมาถึง พ.ศ. 2508) ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการลดต้นทุนค่าเดินทาง แต่เป็นการวิเคราะห์ได้ว่ารถไฟคือ “กลไกการสื่อสารทางยุทธศาสตร์” ของคณะสงฆ์ กล่าวคือ

1. เอกภาพเชิงโครงสร้าง: ทำให้พระเถระผู้มีอำนาจตัดสินใจจากส่วนกลางกระจายตัวไปถึงสนามสอบภูมิภาคได้รวดเร็ว

2. ประเพณีการปกครอง: สร้างระบบการรายงานผลผ่านเจ้าคณะภาคที่ต้องรักษาระเบียบการใช้สิทธิเดินทางอย่างเคร่งครัด

3. สัญลักษณ์แห่งการอุปถัมภ์: ตอกย้ำภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะดินแดนที่อาณาจักรพร้อมหนุนเสริมศาสนจักรให้มั่นคง

ความสำเร็จในการสอบธรรมที่มีผู้สมัครกว่า 139,000 รูปเศษ ในปี 2506 จึงมีเสียงหวูดรถไฟและรางเหล็กเป็นพยานหลักฐานสำคัญถึงความร่วมมือที่งดงามระหว่าง “ศรัทธา” และ “เทคโนโลยีการคมนาคม” ในอดีต

เรียบเรียงข้อมูลจากหนังสือ: เรื่องสอบธรรม พ.ศ. 2506

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *