ประทีปธรรมกลางเปลวเพลิง: การหยัดยืนของการศึกษาสงฆ์ไทยในสนามสอบ พ.ศ. 2485

ในพุทธศักราช 2485 ท่ามกลางบรรยากาศที่แผ่นดินไทยอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียงหวูดเตือนภัยทางอากาศและรอยล้อของยานยนต์ศึกกลายเป็นฉากหลังของชีวิตประจำวัน ทว่าภายใต้กำแพงวัดที่เงียบสงบ แสงสว่างทางปัญญาหาได้มอดดับลงไม่ หากแต่ยังคงทอแสงอย่างทรนงท่ามกลาง “บ้านเมืองที่ตกอยู่ในภาวะคับขัน” บทความนี้จะพาท่านย้อนเวลากลับไปเห็นภาพการปรับตัวอย่างอัศจรรย์ของคณะสงฆ์ไทย ที่ต้องบริหารจัดการการศึกษาระดับชาติให้ดำเนินต่อไปได้ แม้ในยามที่ทรัพยากรทุกอย่างขาดแคลนและอันตรายรายล้อมอยู่ทุกทิศทาง

ดินสอไม้และหน้ากระดาษที่เบาบาง—ยุทธศาสตร์การปรับตัว

ลองจินตนาการถึงศาลาการเปรียญที่เนืองแน่นไปด้วยเหล่านักเรียนนักธรรม ในมือของพวกเขาไม่มีปากกานกยูงหรือน้ำหมึกอย่างปีก่อน ๆ แต่กลับถือ “ดินสอ” แท่งสั้น ๆ นี่คือภาพสะท้อนของการปรับตัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง องค์การศึกษา (หน่วยงานที่รับภาระต่อจากแม่กองธรรมในสมัยนั้น) ได้ประกาศผ่อนปรนกฎเหล็ก โดย “อนุญาตให้เขียนตอบด้วยดินสอได้” เพื่อบรรเทาความขาดแคลนอุปกรณ์เครื่องเขียนในภาวะสงคราม

ไม่ใช่เพียงแค่อุปกรณ์การเขียนเท่านั้น แม้แต่หน้ากระดาษรายงาน “เรื่องสอบนักธรรม” ในปีนั้น ก็ถูกสั่งให้ “ลดหน้ากะดาดไห้น้อยลง” และพิมพ์เฉพาะเท่าที่จำเป็นที่สุด เพื่อถนอมทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้คุ้มค่าที่สุด ทุกอักขระที่ถูกบันทึกลงบนกระดาษบาง ๆ เหล่านั้น คือพยานแห่งความเพียรที่ไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้นได้

ภาษาไทยวิวัฒน์—อิทธิพลทางการเมืองสู่หน้ากระดาษสอบ

หากคนสมัยปัจจุบันได้เปิดกระดาษคำตอบในปี 2485 ดู อาจต้องขยี้ตาด้วยความแปลกใจ เพราะคำว่า “ศึกษา” ถูกเขียนเป็น “สึกสา” และ “คณะสงฆ์” กลายเป็น “คนะสงค์” นี่คือฉากทัศน์ทางประวัติศาสตร์ที่การศึกษาสงฆ์ต้องเดินไปพร้อมกับนโยบายชาตินิยมทางภาษาของรัฐบาลในยุคนั้น

ในถ้อยแถลงของ พระพรหมมุนี สังคมนตรีว่าการองค์การศึกษา ทุกประโยคล้วนสะท้อนถึงการรักษาเอกลักษณ์ภาษาไทยแบบใหม่ (ภาษาไทยวิวัฒน์) ไว้อย่างเคร่งครัด การปรับตัวนี้แสดงให้เห็นถึงความสอดประสานกันระหว่าง “อาณาจักร” และ “ศาสนจักร” ที่แม้ในยามวิกฤต คณะสงฆ์ยังคงทำหน้าที่เป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตามระเบียบของบ้านเมืองอย่างไม่มีที่ติ

โลจิสติกส์ท่ามกลางระเบิด—การเดินทางที่ล่าช้าแต่ไม่หยุดนิ่ง

ฉากที่ตึงเครียดที่สุดคือการรวบรวม “ใบตอบ” จากทั่วประเทศ ในยุคที่การคมนาคมถูกตัดขาดด้วยเหตุสงคราม ใบตอบของนักเรียนในหัวเมืองที่กรมการจังหวัดรับเป็นธุระจัดส่งต้องเผชิญกับความ “ล่าช้า” อย่างมาก จนองค์การศึกษาต้องประกาศเลื่อนกำหนดการตรวจข้อสอบออกไปถึงช่วงแรมเดือน 2 และเดือน 3 เพื่อรอคอยแผ่นปัญญาจากพื้นที่ห่างไกลให้มาถึงส่วนกลางอย่างครบถ้วน

แม้วันตรวจจะถูกเลื่อนออกไปจนเกือบจะชนกับกำหนดการสอบบาลี แต่คณะกรรมการทุกรูปต่างยอมเสียสละภาระส่วนตัว เพื่อ “ปลดเปลื้องภาระในเรื่องนี้” และรักษาโอกาสทางการศึกษาให้แก่กุลบุตรพุทธบริษัทอย่างเต็มกำลัง

มาตรฐานเหล็กใต้ “สายกลาง”—ความยุติธรรมที่ไม่สั่นคลอน

ถึงแม้บ้านเมืองจะวิกฤต แต่มาตรฐานการวัดผลกลับไม่ถูกลดหย่อนลงแม้แต่น้อย องค์การศึกษาได้วางเกณฑ์การตรวจอย่างแยบคายโดยเน้น “สายกลาง” และความ “ยุตติธัม” กรรมการถูกกำชับให้มี “เมตตากรุนา” ต่อกุลบุตร แต่ห้ามเสียธรรมของผู้ใหญ่ โดยให้เพ่งเล็งที่สำนวนและการเชื่อมโยงเนื้อหาเป็นสำคัญ

ยิ่งไปกว่านั้น มาตรการป้องกันทุจริตยังถูกคัดท้ายอย่างเข้มงวด กรรมการต้องคอยสอดส่องใบตอบที่มีลักษณะน่าสงสัย เช่น “ลายมือไม่เหมือนเดิม” หรือ “เขียนคำบอกเหมือน ๆ กัน” หากพบการทุจริต สนามหลวงสั่งให้ “ลงสูญ” (ศูนย์) ทันทีโดยไม่ต้องตรวจต่อ ความเฉียบขาดนี้คือเครื่องยืนยันว่า แม้ระเบิดจะลง แต่ความบริสุทธิ์ยุติธรรมของพระธรรมวินัยจะมัวหมองไม่ได้

บทสรุป: ปริมาณแห่งศรัทธาท่ามกลางวิกฤต

บทเรียนจากการจัดการศึกษาสงฆ์ในปี พ.ศ. 2485 คือความสำเร็จที่น่าอัศจรรย์ สถิติระบุว่ามีผู้สมัครสอบรวมถึง 99,666 รูป/คน ซึ่งมากกว่าปีก่อนหน้าถึง 6,914 คน ตัวเลขเกือบหนึ่งแสนคนนี้คิดเป็นจำนวนถึง “กึ่งหนึ่ง” ของพระเณรทั้งหมดในขณะนั้น

พ.ศ. 2485 จึงไม่ใช่เพียงปีแห่งสงคราม แต่เป็นปีที่พิสูจน์ว่า “การปลูกการสึกสาในทางปริยัติของคนะสงค์จเรินมากแล้ว” ความสำเร็จนี้เกิดจาก “น้ำพักน้ำแรง” ของเจ้าสำนักและครูบาอาจารย์ที่ช่วยกันประคองประทีปธรรมไม่ให้ดับลง การปรับตัวด้วยการใช้ดินสอ การประหยัดหน้ากระดาษ และการอดทนต่อความล่าช้าของโลจิสติกส์ คือบทเรียนอันล้ำค่าที่สอนให้คนรุ่นปัจจุบันเห็นว่า มาตรฐานปัญญาธรรมนั้นหยัดยืนอยู่ได้ด้วยความสามารถในการปรับตัว แต่ไม่เคยลดละความเข้มงวดในแก่นแท้ของความถูกต้อง.

เรียบเรียงข้อมูลจากหนังสือ: เรื่องสอบธรรม พ.ศ. 2485

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *